Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?  

Cloud Backup vs Off-Site Backup
ระบบการสำรองข้อมูลมีส่วนสำคัญ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อความเสียหายของข้อมูลในกรณีต่างๆ เช่น ความเสี่ยงเรื่องอัคคีภัย หรือภัยพิบัติ โดยจะเป็นการสำรองข้อมูลภายนอกไซต์ขององค์กร ซึ่งโซลูชันการสำรองข้อมูลนั้นมีด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ Off-site backup และ Cloud backup 
 

 

Off-site backup การสำรองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ  

ปกติโดยทั่วไปแล้ว ถ้าพูดถึงการสำรองข้อมูลแบบ off-site backup จะหมายถึงการสำเนาข้อมูลที่เราสำรองไว้ยัง Hardware ต่างๆ เช่น เทป, Hard Disk หรือ Server ซึ่งจุดมุ่งหมายหลักอยู่ที่คุณสมบัติในการกู้คืนข้อมูล ในกรณีที่แหล่งข้อมูลดั้งเดิมที่เก็บไว้นั้นใช้งานไม่ได้ เพราะฉะนั้น การสำรองข้อมูลแบบ off-site backups จึงจัดได้ว่าเป็นการสำรองข้อมูลแบบ storage-oriented ที่มีประสิทธิภาพนั่นเอง  

  

Cloud backup การสำรองข้อมูลที่ปลอดภัย คล่องตัว และเพิ่มศักยภาพที่มากขึ้น  

ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือ Cloud Backups ซึ่งเป็นบริการที่อยู่ในรูปแบบ ‘การนำข้อมูลของเราไปไว้ที่ไหนก็ได้’ ซึ่งบริการเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อให้การซื้อ การเลือกการจัดเก็บ การรักษาความปลอดภัย และการดึงข้อมูลง่ายขึ้น และเพราะแบบนี้เอง Cloud Backups จึงถือได้ว่าจัดอยู่ในประเภท service-oriented  

  

เปรียบเทียบ Cloud backup vs. off-site backup แบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?  

แล้วการ Backup แบบไหนถึงเหมาะกับเราล่ะ? ถ้าหากคุณเกิดความรู้สึกสงสัยแบบนี้ ให้ลองตัดสินจากทั้ง 4 คำถาม ที่จะช่วยให้คุณสามารถเลือกกลยุทธิ์ที่เหมาะสมได้  

  

อะไรที่คุณต้องการเป็นพิเศษ?  

บางทีองค์กรของคุณอาจจะมีเงื่อนไขบางอย่างที่เฉพาะเจาะจง อย่างเช่น การเข้ารหัสแบบ 448-bit ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ให้บริการต่างๆ จะมีข้อเสนอต่างๆ ยื่นให้ แต่ก็เลือกได้ไม่มากเท่าไหร่ และอาจไม่ตรงตามกับที่คุณต้องการ ดังนั้น การใช้ off-site backup storage จะทำให้คุณสามารถควบคุมเอง เพื่อให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด  

  

คุณจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือขนาดไหน?  

ถ้าหากคุณต้องการความช่วยเหลือที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างและกำหนดค่าการสำรองข้อมูล หรือช่วยจัดการการกู้คืน การสำรองด้วยระบบ cloud hosting ก็น่าจะตรงกับความต้องการของคุณมากกว่า เนื่องจากมีผู้เชี่ยชาญด้าน Cloud Services ในการให้คำปรึกษา ดูแล และแก้ไขการใช้งานได้ตลอด 24×7 นั่นเอง  

  

ราคาไปด้วยกันกับทุนองค์กรหรือไม่?  

สำหรับระบบ cloud hosting จะมีความยืดหยุ่นที่มากกว่า off-site เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ การใช้งานจริง หรือจะเป็นบริการแบบรายเดือน (มีทั้งรายชั่วโมง, รายวัน, รายเดือน) ตลอดจนการใช้งานที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใช้งาน ที่เรียกว่า ‘Private Cloud’ แต่สำหรับ off-site ผู้ใช้งานจะต้องลงทุนกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เอง รวมถึงการดูแลรักษา และเรียนรู้การใช้งานเองอีกด้วย  

  

แบบไหนปกป้องข้อมูลได้ดีที่สุด?  

ในข้อนี้สามารถเปรียบได้ประมาณว่า ‘จะซื้อ หรือจะสร้าง’ คุณสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดต่อการป้องกันข้อมูล ได้ด้วยตัวเองหรือไม่ หรือว่าคุณควรจะไปใช้บริการของผู้ให้บริการ cloud hosting ดีกว่า? พอถามคำถามนี้ ก็อยากให้วนกลับไปที่คำถามแรก ถ้าหากว่าความต้องการหรือเงื่อนไขของคุณค่อนข้างเรียบง่าย ไม่มีอะไรมาก ก็ตรงดิ่งไปที่  Cloud Backup ได้เลย  

  

จากคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ ไม่มีผิด ไม่มีถูก มีแต่ว่าตรงหรือไม่ตรง คุ้มหรือไม่คุ้ม สะดวกหรือไม่สะดวก ฉะนั้น คนที่สามารถเลือกรูปแบบการสำรองข้อมูลได้ดีที่สุด ก็คือตัวคุณและคนในองค์กรของคุณเอง

ลักษณะการทำงานของ Web Hosting กับ Cloud Hosting


การทำงานของ Web Hosting ทั่วไปจะใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์เพียง 1 เครื่อง มาใช้งานซึ่งคุณสมบัติของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ จะมีประสิทธิภาพการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละเจ้า ในผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งบางราย ที่ให้บริการ Web Hosting ด้วยราคาถูกจะทำการอัดเว็บไซต์ไว้ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวเป็นจำนวนมากเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่าย โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ลูกค้า ดังนั้น โอกาสที่เว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งมีปัญหา ก็จะทำให้โอกาสการเกิด Server Down มีเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน และเมื่อเกิดปัญหากับ Hardware ต่างๆ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็จะไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์ล่ม หรือไม่สามารถใช้งานได้ เมื่อ Web Hosting ทั่วไป เกิดปัญหากับเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะทำการแก้ไขโดยการเปลี่ยนกับอุปกรณ์ใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงหรือติดตั้งอุปกรณ์ใหม่แทนที่อุปกรณ์เก่า อย่างน้อย 4 ชั่วโมงซึ่งขึ้นอยู่กับสัญญาการรับประกันของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และหากอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นรุ่นเก่า จะทำให้อะไหล่ที่จะใช้ทดแทนหาได้ยาก อาจต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งอุปกรณ์หลายวัน หรือเป็นสัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการติดต่อธุรกิจผ่านเว็บไซต์ก็เป็นได้

การทำงานของ Cloud Hosting จะมีการนำเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพการทำงานสูง โดยใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ จำนวนหลายเครื่อง ต่อกันเป็น Server Farm ซึ่งจะใช้ Storage Server ใช้ในการเก็บข้อมูล ส่วนเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าที่ในการประมวลผลเท่านั้น หากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องใดเครื่องหนึ่งเกิดปัญหา เครื่องอื่นๆก็จะมีการทำงานแทนโดยอัตโนมัติ จึงทำให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้ต่อไปโดยที่เว็บไซต์ไม่ล่ม หากเกิดปัญหากับอุปกรณ์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ทำให้ใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ระบบจะไม่ล่มด้วยเทคโนโลยี High Availability (HA) เมื่อเกิด Hardware หรือ Operating System failures จะเริ่มกระบวนการ HA ทันที และระบบจะทำการ Restart Virtual Machine ให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้ระบบสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความสามารถในการทํางานแทนกันได้เมื่อระบบใดระบบหนึ่งผิดพลาด สามารถรองรับการเข้าใช้บริการได้ตลอดเวลา 24 x 7 มีการมอนิเตอร์ Virtual Machine และ Restart Virtual Machine ไปยังอีก Node เพื่อลด Downtime ของ Virtual Machine หรือ Application (Service) ให้น้อยที่สุด

การสำรองและกู้คืนข้อมูล
Web Hosting ทั่วไปในการสำรองข้อมูล จะทำการคัดลอกข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลของเว็บไซต์ หรือฐานข้อมูลต่างๆ ลงใน Harddisk ซึ่งจะทำการเก็บข้อมูลเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ ทั้งนี้ก็แล้วแต่บริษัทผู้ให้บริการ และหากระบบปฏิบัติการที่ใช้งานมีปัญหา ก็ต้องทำการนำเครื่องสำรองมาใช้งานทำการคัดลอกข้อมูลไปไว้บน Server ใหม่ ซึ่งวิธีนี้จะใช้เวลานานพอสมควร หากมีข้อมูลมากอาจใช้เวลาในการแก้ไขปัญหานานถึง 2-3 วัน ก็เป็นได้

Cloud Hosting มีการสำรองข้อมูลโดยการจัดเก็บข้อมุลเป็นแบบ Snapshot ไปไว้ที่ Backup Server โดยทำการเก็บสำรองข้อมูลทุกวัน และหากระบบปฏิบัติการที่ใช้งานเกิดปัญหา จะสามารถกู้คืนข้อมูลไปทับข้อมูลเก่าได้ทันที เมื่อ Boot เครื่อง ก็จะคล้ายกับการย้อนเวลาไปยังช่วงเวลาที่ Backup ได้ทันที ซึ่งจะเก็บได้ย้อนหลัง 3 สัปดาห์ อีกทั้งยังสามารถเลือกกู้คืนข้อมูลเฉพาะบางไฟล์ได้อีกด้วย