Cloud Computing

Cloud Computing เป็นบริการ หน่วยจัดเก็บข้อมูล และระบบออนไลน์ต่างๆ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Private, Public, และ Hybrid ถ้าอยากรู้ว่าแบบไหนที่น่าใช้ อันดับแรกต้องดูที่ระดับของความปลอดภัย และฟังก์ชั่นที่ตรงตามความต้องการ ประกอบด้วยลักษณะของ Data ที่จะนำไปใช้ร่วมกับ Cloud นั่นเอง

Public Clouds

Public Cloud คือ รูปแบบการให้บริการ Service และ Infrastructure ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่มีการติดตั้งใด ๆ ในพื้นที่ของผู้ใช้งาน โดยระบบนี้เป็น Cloud ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการแชร์ทรัพยากร แต่ก็มีข้อด้อยในเรื่องของระบบความปลอดภัยหากเทียบกับ Private Cloud

Public Cloud จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเมื่อ:

  1. Workload มาตรฐานสำหรับ Application ถูกใช้โดยคนจำนวนมาก เช่น E-mail
  2. ต้องการทดสอบและพัฒนา Application Code
  3. มี SaaS (Software as a Service) จากผู้ให้บริการที่เตรียมระบบรักษาความปลอดภัยและแผนการรับมือมาเป็นอย่างดี
  4. ต้องการความสามารถเพื่อรองรับ Workload ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง Peak Time
  5. มีโครงการหรืองานที่ต้องทำร่วมกับผู้อื่น
  6. ต้องการทำ ad-hoc software development project โดยใช้ PaaS (Platform as a Service) ผ่านทางระบบ Cloud

ข้อควรจำ: ผู้ดำรงตำแหน่งสูงในฝ่าย IT หลายคนกังวลเรื่องความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของ Public Cloud จึงต้องใช้เวลาพิจารณาศึกษาให้มั่นใจก่อนว่าระบบถูกออกแบบมาดี เพื่อป้องกันหรือรับมือได้เมื่อเกิดปัญหา นอกจากนี้การประหยัดงบประมาณในระยะสั้นอาจจะส่งผลเสียในระยะยาวได้

Private Clouds

Private Cloud คือ รูปแบบการให้บริการ Service และ Infrastructure ทั้งหมดจะอยู่ใน Private Network ส่วนตัวของแต่ละบริษัท ระบบนี้มีความโดดเด่นด้านระบบรักษาความปลอดภัยและการควบคุม ซึ่งมีค่าบำรุงรักษา การจัดซื้อ การซ่อมแซม Infrastructure และ Software ทั้งหมดที่ผู้ใช้บริการต้องจ่าย

Private Cloud จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเมื่อ:

  1. มีการทำงานเกี่ยวกับ Data และ Application สำคัญ ซึ่งจะต้องมีความปลอดภัยและการควบคุมการเข้าถึงมาเป็นอันดับแรก
  2. มีการทำธุรกิจที่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเป็นพิเศษ
  3. บริษัทหรือองค์กรมีขนาดใหญ่มากพอที่จะรัน Cloud Data Center อย่างมีประสิทธิภาพได้ด้วยตัวเอง

ข้อควรจำ: เส้นแบ่งระหว่าง Private และ Public Cloud เริ่มจะไม่ค่อยชัดเจน เพราะว่าตอนนี้บางผู้ให้บริการ Public Cloud เริ่มมีบริการเสริมเป็น Private เวอร์ชั่นของ Public Cloud ขึ้นมา และผู้ให้บริการ Private Cloud บางรายก็มีบริการ Public เวอร์ชั่น ที่มีความสามารถไม่ต่างกับ Private Cloud ออกมาเช่นกัน

Hybrid Clouds

Hybrid Cloud เป็นรูปแบบที่ผสมความสามารถของ Public Clouds และ Private Clouds ซึ่งการเลือกใช้ Hybrid Cloud นั้นได้นำความสามารถของ Cloud แต่ละแบบมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจแยกเป็นแต่ละส่วนได้ แต่ข้อเสียก็คือ ผู้ใช้บริการต้องคอยตรวจเช็คการทำงานของ Security Platform ที่แตกต่างกัน เพื่อให้แต่ละส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

Hybrid Cloud จะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเมื่อ:

  1. ต้องการใช้ Application แบบ SaaS แต่ต้องการเรื่องความปลอดภัย ดังนั้นผู้ให้บริการ SaaS จึงสร้าง Private Cloud ขึ้นมาภายใต้ Firewall ของทางผู้ให้บริการ โดยผู้ใช้งานจะได้รับ VPN (Virtual Private Network) มาเป็นตัวเสริมความปลอดภัย
  2. เป็นธุรกิจที่ให้บริการในระบบตลาดแบบแนวตั้ง (Vertical Market) ซึ่งประกอบด้วยลูกค้าหลากหลายและเป็นอิสระแยกจากกัน จึงใช้ Public Cloud เพื่อติดต่อกับลูกค้า แต่เก็บข้อมูลของลูกค้าแต่ละรายไว้อย่างปลอดภัยภายใน Private Cloud

ข้อควรจำ: ระบบการจัดการ Cloud Computing จะมีความซับซ้อนสูงขึ้นมาทันที เมื่อต้องจัดการทั้ง Public Cloud, Private Cloud, และ Data Center ภายในไปพร้อมๆ กัน ดังนั้นในการจัดการ Hybrid Cloud จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มความสามารถสำหรับจัดการและจัดกลุ่มการทำงานร่วมของสภาพแวดล้อมที่ต่างกันพวกนี้

ตัวเลือกของ Cloud Computing ที่มีมาให้เลือกอย่างหลากหลายแบบนี้ เมื่อเปรียบเทียบข้อแตกต่างทั้งหมดของทั้ง 3 แบบข้างต้นแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการว่าจะใช้ Cloud Computing แบบไหนให้เหมาะกับธุรกิจของตนมากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดและผลลัพธ์ที่ดีกับองค์กร

Hybrid Cloud ส่วนผสมที่ลงตัวของ Cloud Computing

เท่าที่รู้กัน Hybrid Cloud เปรียบดั่งส่วนประกอบระหว่าง Public Cloud และ Private Cloud นั่นคือการทำงานแบบผสมกันระหว่างระบบทั้งสองระบบนั่นเอง โดย Public Cloud และ Private Cloud ทำงานอยู่ภายใต้องค์กร ข้อดีอย่างหนึ่งที่เด่นชัดเลยคือ Hybrid Cloud จะรวมเอาความสามารถเด่นๆ ของทั้ง Public Cloud และ Private Cloud ออกมา เช่น ถ้าใช้ Public Cloud เพื่อเก็บข้อมูลทั่วไปขององค์กร ประหยัดค่าใช้จ่าย และใช้ Private Cloud เก็บข้อมูลที่เป็นความลับขององค์กร เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการใช้งาน Hybrid Cloud ก็มีอยู่หลากหลาย เช่น

– แบ่งผู้ให้บริการเป็นทั้งแบบ Public Cloud และ Private Cloud โดยให้ใช้งานทั้ง 2 แบบ Integrated Service

ผู้ให้บริการ Cloud มี Hybrid Package ให้บริการเต็มรูปแบบ

– สำหรับองค์กรที่ใช้บริการ Private Cloud อยู่ก่อนแล้ว ก็ให้เข้าใจบริการ Public Cloud ก่อนจะประสานการทำงานเข้ากับ Infrastructure ของตน

สำหรับฟีเจอร์เด่นๆ ของ Hybrid Package ก็มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ตัวอย่างเช่น

– Scalability

ถึงแม้ Private Cloud จะมีความสามารถด้าน Scalability ได้ดีในระดับหนึ่ง (ขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและการติดตั้ง เช่น ติดตั้งภายในหรือภายนอกองค์กร) ซึ่ง Public Cloud สามารถ Scale ได้ด้วยข้อจำกัดที่น้อยกว่า เหตุมาจากทรัพยากรที่ถูกดึงมานั้น มีแหล่งที่มาที่ใหญ่กว่า ดังนั้นการนำข้อมูลที่ไม่เป็นความลับไปไว้บน Public Cloud ให้มากที่สุด ทำให้องค์กรได้ประโยชน์จาก Scalability ของ Public Cloud ไปอย่างเต็มที่ ทั้งยังลดความต้องการใช้ Private Cloud ลงไปได้อีกด้วย

– คุ้มราคาค่าใช้จ่าย

เนื่องจาก Public Cloud ประหยัดงบประมาณมากกว่า Private Cloud ดังนั้น Hybrid Cloud จึงสามารถช่วยองค์กรประหยัดลงได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีการเก็บรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่เป็นความลับไว้ได้

– ความปลอดภัย

Private Cloud ในระบบของ Hybrid Cloud มีระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับการส่งและจัดเก็บข้อมูล ซึ่งนับว่าปลอดภัยในทุกๆ ขั้นตอน

– ความยืดหยุ่น

องกรณ์สามารถเลือกปรับแต่งทั้งระบบข้อมูล และราคาค่าบริการทรัพยากรสาธารณะ ที่มีความปลอดภัยได้ตามที่ต้องการ ทำให้เกิดความคุ้มค่าและเหมาะสมกับองค์กรมากที่สุด

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับโลกของเราในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ถ้าเลือกใฃ้ให้ถูกและเหมาะสมกับตัวผู้ใช้ ก็จะทำให้เกิดประโยชน์กับตัวเราอย่างไม่มีข้อสงสัย

Cloud Computing เบื้องต้น

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยี Cloud Computing ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบธุรกิจที่ได้นำแพลตฟอร์มต่างๆ ของ Cloud Computing นำมาสร้างรายได้ให้กับบริษัทหรือหน่วยงานของตนเอง และวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก Cloud Computing ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จากศัพท์ที่พบได้ทั่วไปในวงการ Cloud

 

Hybrid Cloud คืออะไร?

Hybrid Cloud คือ ระบบ Infrastructure ใดๆ ก็ตามที่มีการรวมเอาการทำงานของ Private Cloud และ Public Cloud เข้าไว้ด้วยกัน โดย Cloud ทั้ง 2 โมเดลจะร่วมกันจัดการด้าน Provisioning, Resource, และ Service ต่างๆ ให้เหมาะสมกับผู้เช่าใช้ที่สุด โดย Hybrid Cloud มีความ Flexibility และ Portability สูง สามารถทำงานได้กับหลายระบบปฏิบัติการ ที่สำคัญคือ Solution นี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากมีการทำงานด้วยระบบ Encrypted Technology (เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล)

Digital Transformation คืออะไร?

Digital Transformation คือ การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ทันสมัยกว่า ด้วยวิธีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในองค์กรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้น ซึ่งแนวทางการทำงานขององค์กรจะเปลี่ยนไปตามรูปแบบของ Cloud, Social Network, Mobile Platform และ Big Data ที่นำมาใช้งาน โดยมีลักษณะเป็น Data-Driven มากกว่าเดิม หรือมีแรงผลักดันมาจากข้อมูลนั่นเอง

Cloud-Native Applications คืออะไร?

Cloud-native applications คือ โครงสร้าง Application สมัยใหม่ ที่มีมาตรฐานร่วมกัน โดดเด่นด้านความรวดเร็วในการทำงาน สามารถทำงานได้ในทุก Infrastructure ไม่ยึดติดกับ Cloud แบบใดแบบหนึ่ง และมีประสิทธิภาพการ Scalable สูง คือ สามารถทำการ Scale up และ Scale down ได้อย่างรวดเร็ว

Infrastructure as a Service (IaaS) คืออะไร?

IaaS คือ บริการที่ให้เราเข้าถึงระบบ IT Infrastructure รวมไปถึงพวก Resources ต่างๆ เช่น Storage, Network, และ Compute ที่เราต้องการใช้เพื่อรัน Workload ได้แบบ On-demand สามารถเข้าถึงและเลือกใช้ได้ตามใจชอบ โดยจ่ายค่าบริการราคาไม่แพง อิงตามปริมาณการใช้งานจริงเท่านั้น

Platform as a Service (PaaS) คืออะไร?

PaaS คือ Cloud-Based Environment ที่เราสามารถเช่าใช้งานเพื่อพัฒนา ทดสอบ รัน จัดการหรือปรับแต่ง Application เป็นการบริการสภาพแวดล้อมสำหรับ Development โดยที่เราไม่ต้องวุ่นวายเสียเวลาและเสียเงินไปกับการซื้อ สร้าง ดูแล และจัดการ Infrastructure ซึ่งนอกจากจะประหยัดแล้ว ยังช่วยให้ทำงานได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สามารถเปิดตัว Application ออกสู่ตลาดได้ทันใจ

นี่เป็นเพียงคำศัพท์พื้นฐานน่ารู้ในเบื้องต้นเท่านั้นสำหรับผู้ที่กำลังสนใจเรื่อง Cloud Computing อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่าบริการ Cloud Computing นำเสนอทางเลือกช่วยประหยัดและช่วยให้ทำงานไวขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวกำไรได้อย่างเต็มที่ แถมด้วยค่าเช่าบริการที่ไม่แพง ชวนให้ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องนำ Cloud Computing มาปรับใช้กันบ้างเสียแล้ว

 

Cloud Computing อีกหนึ่งรูปแบบบริการคลาวน์ที่คุณต้องรู้

ในทุกวันนี้องค์กรส่วนใหญ่มักใช้วิธีการเช่าคอมพิวเตอร์ในการใช้งานมากขึ้น สาเหตุก็เพราะเพื่อที่จะได้ไม่ต้องซื้อ Hardware และ Software เอง และข้อดีอีกอย่างก็คือ บริการคลาวน์แบบ Cloud Computing จะช่วยลดต้นทุนและความยุ่งยากในด้านโปรแกรมเมอร์ไปได้มากทีเดียว

และผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆในอินเทอร์เน็ตอย่างง่ายดาย เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ จึงเป็นที่มาว่าทำไม ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือรวมไปถึงสถาบันการศึกษาในไทยจึงหันมาใช้บริการ Cloud Computing มากขึ้น และจุดเด่นของการใช้บริการคลาวน์ Cloud Computing อยู่ที่ความรวดเร็ว

หากองค์กรหรือธุรกิจใดต้องการที่ขยาย Server ก็สามารถทำได้ทันท่วงที จึงเหมาะมากกับการเติบโตของธุจกิจออนไลน์ปัจจุบัน และนั่นก็รวมไปถึงค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Web service เมื่อปีที่แล้วได้หันตัวมาเปิดตัวบริการคลาวน์ข้อมูลตลาดสำหรับนักวิจับและแพทย์ขึ้น และสิ่งนี้จะช่วยให้นักวิจัยต่างๆสามารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลประชากร และการแสดงออกของยีนได้อย่างแม่นยำในเชิงและมันเป็นประโยชน์อย่างมากในเรื่องเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดในตอนแรกอาจจะเปิดให้ใช้บริการคลาวน์ตัวนี้ฟรี

ในอนาคตอันใกล้จะมีแนวโน้มที่ผู้วิจัยหรือแพทย์จะให้ความนสนใจและ  Amazon Web Services จะเติบโตเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เลยทีเดียว จะเห็นได้ว่า Cloud Computing ช่างเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมาแรงในอนาคตอย่างแน่นอนซึ่งบริการคลาวน์ตัวนี้จะต้องสตอบสนองกับ SME เมืองไทยและ start up ไม่มากก็น้อยพราะถือว่าเป็นช่องทางที่ช่วยลดเงินได้มากเพราะไม่ต้องเสียเงินจ้างพนักงานดูแลระบบเมื่อเราอัพเกรดระบบใหม่ๆก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการออกแบบใหม่ เพราะบริการคลาวน์จะช่วยจัดการให้

ลักษณะการทำงานของ Web Hosting กับ Cloud Hosting


การทำงานของ Web Hosting ทั่วไปจะใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์เพียง 1 เครื่อง มาใช้งานซึ่งคุณสมบัติของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ จะมีประสิทธิภาพการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละเจ้า ในผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งบางราย ที่ให้บริการ Web Hosting ด้วยราคาถูกจะทำการอัดเว็บไซต์ไว้ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวเป็นจำนวนมากเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่าย โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ลูกค้า ดังนั้น โอกาสที่เว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งมีปัญหา ก็จะทำให้โอกาสการเกิด Server Down มีเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน และเมื่อเกิดปัญหากับ Hardware ต่างๆ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็จะไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์ล่ม หรือไม่สามารถใช้งานได้ เมื่อ Web Hosting ทั่วไป เกิดปัญหากับเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะทำการแก้ไขโดยการเปลี่ยนกับอุปกรณ์ใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงหรือติดตั้งอุปกรณ์ใหม่แทนที่อุปกรณ์เก่า อย่างน้อย 4 ชั่วโมงซึ่งขึ้นอยู่กับสัญญาการรับประกันของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และหากอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นรุ่นเก่า จะทำให้อะไหล่ที่จะใช้ทดแทนหาได้ยาก อาจต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งอุปกรณ์หลายวัน หรือเป็นสัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการติดต่อธุรกิจผ่านเว็บไซต์ก็เป็นได้

การทำงานของ Cloud Hosting จะมีการนำเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพการทำงานสูง โดยใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ จำนวนหลายเครื่อง ต่อกันเป็น Server Farm ซึ่งจะใช้ Storage Server ใช้ในการเก็บข้อมูล ส่วนเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าที่ในการประมวลผลเท่านั้น หากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องใดเครื่องหนึ่งเกิดปัญหา เครื่องอื่นๆก็จะมีการทำงานแทนโดยอัตโนมัติ จึงทำให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้ต่อไปโดยที่เว็บไซต์ไม่ล่ม หากเกิดปัญหากับอุปกรณ์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ทำให้ใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ระบบจะไม่ล่มด้วยเทคโนโลยี High Availability (HA) เมื่อเกิด Hardware หรือ Operating System failures จะเริ่มกระบวนการ HA ทันที และระบบจะทำการ Restart Virtual Machine ให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้ระบบสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความสามารถในการทํางานแทนกันได้เมื่อระบบใดระบบหนึ่งผิดพลาด สามารถรองรับการเข้าใช้บริการได้ตลอดเวลา 24 x 7 มีการมอนิเตอร์ Virtual Machine และ Restart Virtual Machine ไปยังอีก Node เพื่อลด Downtime ของ Virtual Machine หรือ Application (Service) ให้น้อยที่สุด

การสำรองและกู้คืนข้อมูล
Web Hosting ทั่วไปในการสำรองข้อมูล จะทำการคัดลอกข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลของเว็บไซต์ หรือฐานข้อมูลต่างๆ ลงใน Harddisk ซึ่งจะทำการเก็บข้อมูลเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ ทั้งนี้ก็แล้วแต่บริษัทผู้ให้บริการ และหากระบบปฏิบัติการที่ใช้งานมีปัญหา ก็ต้องทำการนำเครื่องสำรองมาใช้งานทำการคัดลอกข้อมูลไปไว้บน Server ใหม่ ซึ่งวิธีนี้จะใช้เวลานานพอสมควร หากมีข้อมูลมากอาจใช้เวลาในการแก้ไขปัญหานานถึง 2-3 วัน ก็เป็นได้

Cloud Hosting มีการสำรองข้อมูลโดยการจัดเก็บข้อมุลเป็นแบบ Snapshot ไปไว้ที่ Backup Server โดยทำการเก็บสำรองข้อมูลทุกวัน และหากระบบปฏิบัติการที่ใช้งานเกิดปัญหา จะสามารถกู้คืนข้อมูลไปทับข้อมูลเก่าได้ทันที เมื่อ Boot เครื่อง ก็จะคล้ายกับการย้อนเวลาไปยังช่วงเวลาที่ Backup ได้ทันที ซึ่งจะเก็บได้ย้อนหลัง 3 สัปดาห์ อีกทั้งยังสามารถเลือกกู้คืนข้อมูลเฉพาะบางไฟล์ได้อีกด้วย