Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

Magento แอปฯ พัฒนาเว็บ E-Commerce บน Cloud Thai

เว็บไซต์ E-Commerce เป็นแอปพลิเคชัน ที่หลายๆ แบรนด์ธุรกิจเลือกใช้งานสำหรับสื่อสารและทำองค์กร ซึ่งความสำคัญของเว็บไซต์ก็เปรียบเสมือนการสร้างร้านค้าที่มีความสวยงามและสะดวก แต่อยู่ในรูปแบบของสื่อออนไลน์ ซึ่งก็มีหลายโปรแกรมสำหรับการเริ่มต้นทำ เว็บไซต์ E-Commerce หนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีความสะดวก คือ Magento  

  

สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ E-Commerce มักจะมีปัจจัยแวดล้อมหลายๆ รูปแบบ ทำให้การพัฒนาและ Run ระบบส่วนใหญ่ นักพัฒนาจะใช้งาน Cloud Computing ซึ่ง Cloud Thai ในปัจจุบันก็มีประสิทธิภาพ ความเร็ว และมียั่งยืนในการ Run ระบบอย่างต่อเนื่อง  

  

Magento คืออะไร?  

  

Magento เป็นเว็บไซต์จัดการข้อมูลบนเว็บไซต์แบบ Content Management System (CMS) ในการพัฒนาเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีข้อดีการใช้งานที่ครบถ้วน โดยใช้ภาษา PHP ทำให้ผู้ใช้งานสามารถพัฒนาเว็บไซต์ได้ตั้งแต่ จัดหมวดหมู่สินค้า, อัปเดตจำนวนสินค้าในคลัง, ระบบชำระเงิน, การจัดส่ง, ระบบโปรโมชัน ซึ่งโปรแกรมไม่ใช่โปรแกรมสำหรับสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป ผู้ใช้งานต้องเขียน คำสั่ง ขึ้นมา ทำให้มีความยืดหยุ่นในการสร้าง และไม่มีความตายตัวในการออกแบบ แต่ยังคงมีฟังก์ชันที่อำนวยความสะดวกให้การสร้างเว็บไซต์ที่ง่ายดายมากขึ้น  

  

Magento ใช้งานอย่างไร?  

  

สำหรับการใช้งาน Magento มีการใช้งาน 2 รูปแบบ คือ  

  

  1. โปรแกรมทำงานบนคอมพิวเตอร์

  2. ใช้งานบนCloud Computing 

  

การใช้งานบนคอมพิวเตอร์นั้นก็เหมือนการใช้งานแอปพลิเคชันทั่วไปที่ผู้ใช้งานต้องติดตั้งโปรแกรม แต่ด้วยการทำงานบนคอมพิวเตอร์ที่มีข้อจำกัดเรื่องของ Hardware ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา ไปจนถึง การ Run ระบบเว็บไซต์ E-Commerce เนื่องจากข้อมูลจำนวนมหาศาลบนเว็บไซต์ รวมถึงความเสถียรในการทำงาน ทำให้ส่วนใหญ่คนเลือกใช้งาน Magento บน Cloud Computing กันมากกว่า  

  

Magento บน Cloud Thai ดีกว่าอย่างไร? 

  

Magento เป็นแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์ E-Commerce ที่มีความโดดเด่นแล้วได้รับความนิยม ซึ่งการทำให้เว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่สูงที่สุด ต้องมีทรัพยากรบนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure-as-a-Service) บน Cloud Computing ที่เหมาะสม ซึ่ง Cloud Thai สามารถตอบสนองการทำงานได้มากกว่า Cloud Global อย่างแน่นอน เนื่องจากมี การสื่อสาร ที่รวดเร็วกว่า นั่นทำให้การทำงานมีความรวดเร็วและประสิทธิภาพสูงขึ้น 

  

Cloud Thai นั้นมีสภาพแวดล้อมที่ยืดหยุ่นและเหมาะสม สามารถเพิ่ม-ลดขนาดของทรัพยากร Cloud Server ได้ทันที ตอบสนองกับการทำงานที่มีขนาดใหญ่ หรือการเพิ่มขึ้นของข้อมูลบนเว็บไซต์ รวมถึงมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลระบบและให้การดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดการใช้งานอีกด้วย  

  

ทำไมต้องใช้งาน Cloud Thai บน NIPA.Cloud 

  

Magento เป็นแพลตฟอร์มที่ต้องการสภาพแวดล้อมบนระบบที่มีความเสถียร ซึ่ง NIPA.Cloud สามารถสร้างประสิทธิภาพได้เหนือกว่า  

  

  1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 

  

NIPA.Cloud มีฟังก์ชันการทำงานให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Magento ได้อย่างรวดเร็ว ด้วยฟังก์ชัน Marketplace cloud พร้อมกับสภาพแวดล้อมในการรองรับปริมาณข้อมูล รวมถึงคุณสมบัติที่รองรับการใช้งานที่มีประสิทธิภาพบน Cloud Server ที่ช่วยลดความซับซ้อนของระบบ IT และมีการอัปเดตทั้ง Hardware และ Software อยู่เสมอ ทำให้ระบบเครือข่ายและข้อมูลของผู้ใช้ทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบของผู้ใช้ที่สร้างขึ้นบน Cloud Computing ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะไม่มีการใช้งาน ซึ่งมีความยั่งยืนที่มากกว่าระบบแบบ On-Prem  

  

  1. แพ็คเกจที่เหมาะสมสำหรับSMEs จนถึงระดับ Enterprise  

  

NIPA.Cloud มีฟีเจอร์และทรัพยากรที่ธุรกิจสามารถปรับขนาดได้อย่างยืนหยุ่น ที่สามารถตั้งค่าทรัพยากรเองได้ โดยคิดค่าบริการแบบ ใช้เท่าที่จ่าย ทำให้เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานแบบ On-prem มีต้นทุนที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ยังรองรับการ Migrate-to-Cloud หรือการย้ายระบบมายัง Cloud Server อีกด้วย  

  

ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับเปลี่ยน Instance Cloud ได้ตามต้องการและมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ตอบสนองการทำงานที่รวดเร็ว มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความเสถียรต่อการทำงานบน Cloud Server  

  

  1. การปรับใช้และกำหนดค่าWorkflow ได้อย่างต่อเนื่อง  

  

การทำงานบน Cloud Computing ที่มีสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์ของธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่ Instance Cloud, Network และ Storage ที่สามารถปรับใช้ได้และมีการใช้งานที่ง่าย สะดวก ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยน คืนค่า และกำหนดค่าได้อย่างอิสระ สามารถควบคุมการพัฒนา Magento ได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด  

3.1 เพิ่ม-ลดทรัพยากรได้ทุกเมื่อ  

3.2 สามารถเลือกใช้ทรัพยากรได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) เป็นต้น  

3.3 เข้าถึงง่าย เชื่อมต่อได้ทุกที่ทุกเวลาเพียงแค่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้  

  

  1. เพิ่มความปลอดภัยด้วยCloud Firewall บน Magento  

  

Magento บน Cloud มีระบบรักษาความปลอดภัย ด้วยความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของ Cloud ทำให้ระบบมีความปลอดภัย ด้วยมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงบริการการดูแลอื่นๆ เช่น มีNOCดูแลตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมี Data Center ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน ISO/IEC เป็นต้น  

  

NIPA.Cloud มีระบบความปลอดภัยบน Cloud ที่เยอะ ตั้งแต่ Cloud Firewall ในการจัดการอนุญาตการใช้งาน port บน Instance Cloud รวมถึงรองรับการทำงานแบบ หลาย โครงการ เพื่อสะดวกต่องานที่เป็นลักษณะ project ย่อยๆ เพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งาน รวมถึงมีฟังก์ชันความปลอดภัยอื่นๆ เช่น Keypair, External IP และ VPC Network เป็นต้น  

6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 ทริคการจัดการ Mail marketing อย่างมืออาชีพ

6 Tips for Email Marketing Management
การส่งอีเมล Marketing จะไม่มีความหมายหากจัดการไม่ถูกต้อง หลายองค์กรพบกับปัญหาการส่งอีเมล Marketing แต่ลูกค้าไม่สนใจ ไม่เปิดอ่าน ซึ่งปัญหาที่เกิดนี้นักการตลาดส่วนใหญ่มักมุ่งเป้าไปที่เนื้อหาของคอนเทนต์ภายใน อีเมลแต่เพียงอย่างเดียว จริงอยู่ที่เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ แต่นอกเหนือจากเนื้อหาแล้ว การจัดการก่อนส่งอีเมล ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากเราจัดการสร้าง อีเมล  ได้อย่างถูกต้องจะทำให้ประสิทธิภาพของการทำ Mail marketing เป็นไปอย่างแม่นยำและประสบผลสำเร็จ

1.จัดกลุ่มรายชื่อ อีเมล ของลูกค้า

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และง่ายต่อการส่งอีเมล เราควรจัดแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็นสัดส่วน ดูข้อมูลของลูกค้าว่าเป็นลูกค้าใหม่หรือลูกค้าเก่า ใช้บริการอะไร หรือกำลังสนใจสินค้าประเภทไหน เพื่อให้เป้าหมายในการจัดส่งมีความชัดเจนและมีเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับความสนใจของลูกค้า

2.ใส่ชื่อของลูกค้าผู้รับอีเมลด้วย

การใส่ชื่อลูกค้าจะทำให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ น้อย ๆ ของผู้ส่งอีเมล ว่าเนื้อหาเหล่านั้นถูกส่งมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

3.ภาพประกอบ

ภาพภายใน Mail marketing ที่เราส่งไปยังลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญมากเลยทีเดียว เพราะผลสำรวจกว่า 94% Mail marketing ที่ใส่รูปภาพ จะได้รับความสนใจจากลูกค้ามากกว่า อีเมล ที่มีเพียงแค่เนื้อหาอย่างเดียว แต่รูปภาพที่ใส่ลงไปก็ควรที่จะตอบโจทย์ผู้รับ และไม่มีข้อความบนภาพเยอะเกินไปแต่สามารถสื่อสารได้ชัดเจน

4.สร้าง Call to Action

เพื่อให้ลูกค้ามีรีแอคชั่นตอบกลับ Mail marketing ที่ส่ง เราควรใส่ลิงค์ที่เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ของเรา ให้ลูกค้าสามารถรับชมสินค้าและบริการ อ่านข้อมูลของแบรนด์หรือ จะแนบเป็นลิงค์แบบสอบถามต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้แสดงความคิดเห็นต่อแบรนด์ และนำมาปรับใช้ต่อไปในอนาคต

5.รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟน

เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคน ต้องทำให้ผู้รับสามารถเปิดอ่าน อีเมล บนมือถือได้ตลอด เพราะฉะนั้นเราควรที่จะออกแบบการส่งอีเมล Marketing ให้รองรับกับแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟนเพื่อการเปิดใช้งานได้ตลอดเวลาโดยไม่มีข้อจำกัด

6.ทดสอบการส่งอีเมล Marketing

เราควรที่จะทดสอบ Mail marketing ด้วยการทดลองส่งอีเมล ไปยังลูกค้า 2 กลุ่มด้วยกัน (A/B Testing) โดยเปลี่ยนเนื้อหาส่วนต่าง ๆ ภายใน อีเมล ให้มีความแตกต่างกัน เพื่อเป็นแนวทางวิเคราะห์การส่งอีเมล ให้มีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต ว่าควรจะสร้างในรูปแบบไหน และลูกค้าสนใจเนื้อหาอะไร

ลองนำ 6 ทริคนี้ไปประกอบการเขียน Mail marketing เพื่อให้อีเมลมีองค์ประกอบที่ชัดเจน ง่ายต่อการทำความเข้าใจเนื้อหาและเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าอย่างมั่นคงรวมไปถึงเกิดการซื้อขายสร้างรายได้ให้แก่องค์กร

ทำไมอีเมลธรรมดาๆ จึงถูกนำมาใช้ทำการตลาดสำหรับแบรนด์ยักษ์ใหญ่

สำหรับธุรกิจในประเทศไทย การทำอีเมลมาร์เก็ตติ้งยังไม่ค่อยเป็นที่ใช้กันสักเท่าไหร่ เพราะนักการตลาดบางกลุ่มมองว่า ทำการตลาดด้วย Email เป็นช่องทางที่ไม่ตอบโจทย์มากนักหากมองผิวเผิน แต่ถ้าเราได้ศึกษากับเครื่องมือชิ้นนี้ที่เรียกได้ว่าเป็นอาวุธสำคัญของหลายบริษัทแล้ว จะตระหนักเลยว่า ทำไม ? ทำการตลาดด้วย Email สามารถเพิ่มฐานลูกค้าให้หลายบริษัทประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย อย่างบริษัท การบินไทย UNICEF Terminal 21 และบริษัทชื่อดังที่คุ้นหูคุ้นตาอีกนับไม่ถ้วน

อีเมลมาร์เก็ตติ้ง เป็นการตลาดด้วยวิธีส่งอีเมลไปยังผู้ซื้อโดยตรง  เนื้อหาภายในจดหมายค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว และเจาะจงเฉพาะบุคคลไป ทำให้ผู้ซื้อติดต่อตอบกลับ แสดงความคิดเห็น หรือบอกความต้องการสินค้าและบริการได้อย่างตรงไปตรงมา ใจความอีเมลมาร์เก็ตติ้งจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะแจ้งให้ลูกค้าได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นประกาศข้อมูลจากbrand แบบสอบถาม ส่วนลด วันสำคัญต่างๆ หรือสิทธิประโยชน์ของผู้ซื้อ เป็นต้น เมื่อผู้ซื้อสามารถเข้าถึงบริษัทเราได้ใกล้ชิดเช่นนี้ก็เพิ่มโอกาสการซื้อขาย หรือใช้บริการซ้ำ ได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

อีเมลมาร์เก็ตติ้งเครื่องมือการตลาดที่เจาะผู้ซื้ออย่างตรงจุด!

นักธุรกิจสามารถเชื่อใจได้ว่าการส่งอีเมลจะถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าได้แน่นอน โอกาสน้อยที่ข้อความจะไปไม่ถึงหรือตกหล่น (นอกเหนือจากเทคโนโลยีเกิดข้อขัดข้อง) เพราะการทำการตลาดด้วยอีเมลมาร์เก็ตติ้งเป็นการส่งอีเมลข้อความตามฐานข้อมูลของผู้ซื้อที่เคยให้แบรนด์ไว้  แตกต่างจากการลงโฆษณาที่ไม่เจาะจงรายบุคคลแต่จะเผยแพร่ทั่ว อาจเข้าถึงกลุ่มคน หรือบางคนก็อาจจะไม่ใช่ ทำให้จับกลุ่มเป้าหมายไม่ถูก เพราะฉะนั้นการทำการตลาดด้วย Email ย่อมมีโอกาสมากกว่า ที่กลุ่มเป้าหมายจะสนใจและเกิดการซื้อสินค้าและบริการของเรา แต่ทั้งนี้ผู้ซื้อจะเปิดอ่านemailหรือไม่ก็เป็นวิธีการของแต่ละbrand อาจมีวิธีจัดการที่แตกต่างกันไป

แล้วการค้าไหนที่เหมาะกับการตลาดด้วย Email

การตลาดด้วย Email เป็นplatformออนไลน์ที่ไม่มีข้อจำกัด ไม่ว่าคุณจะประกอบกิจการด้านไหนก็สามารถทำอีเมลมาร์เก็ตติ้งได้ เพียงมีสินค้าและบริการที่ชัดเจน ว่าคุณ ขายอะไร มีบริการอย่างไร และมีจุดเด่นอะไรบ้างที่จะจูงใจให้ลูกค้าต้องซื้อหรือใช้บริการกับbrandของคุณ

แต่ก่อนจะส่งอีเมลไปยังลูกค้า ต้องเชื่อมั่นแล้วว่าemailของคุณมีจุดประสงค์ที่แน่ชัด ส่งไปเพื่ออะไร ต้องการที่จะติดต่อนำเสนออะไรกับลูกค้า เช่น โปรโมทตราสินค้า โปรโมชั่นสินค้า ส่วนลดสิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อความตระหนักที่ถูกต้องไม่เกิดข้อขัดข้องในภายหลัง

มือใหม่ ! ชี้เป้ากลุ่มเป้าหมายอีเมลมาร์เก็ตติ้งที่คุณไม่ควรพลาด

หากพึ่งเริ่มทำการตลาดด้วย Email กลุ่มผู้ซื้อที่ควรเจาะตลาดมากที่สุด คือ กลุ่มคนทำงานประจำที่ใช้อีเมลในการติดต่อ อย่างนักศึกษา พนักงานบริษัท ไปจนถึง ผู้บริหาร กลุ่มคนเหล่านี้มักเปิดemailเพื่อเช็คอัพเดทอยู่เป็นปกติ เพราะฉะนั้นอีเมลที่ถูกส่งก็จะถูกเปิดเห็นได้ง่าย ดังนั้นกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้เข้าถึงแพลตฟอร์มออนไลน์มากนักก็อาจจะไม่เหมาะสมกับทำการตลาดด้วย Email

 

 อีเมลมาร์เก็ตติ้งอาจเป็นเครื่องมือที่ใครหลายคนมองข้าม แต่ด้วยจุดเด่นของเครื่องมือที่ดูแลผู้ซื้ออย่างใกล้ชิด  สร้าง Customer Loyalty ให้กลับมาซื้อสินค้าและบริการต่อไปในอนาคต ทำให้อีเมลมาร์เก็ตติ้งยังคงเป็นตัวเลือกที่หลายบริษัทใช้สร้างฐานลูกค้ามากมหาศาล ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนให้ตลาดออนไลน์พัฒนาไปมากแค่ไหนก็ยังเป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์เพิ่มรากฐานผู้ซื้อได้อย่างมั่นคง นับเป็นการตลาดที่มีความใส่ใจ สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ซื้อมากเลยทีเดียว

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 

LINE : @NIPAads 

Inbox m.me/nipa.emailmarketing

Email contact@nipa.co.th 

Call 02-639-7878 ต่อ 301 

รู้จัก Line my shop ตลาดใน LINE OA ซื้อขายง่ายในแอปฯ เดียว

รู้จัก Line my shop ตลาดใน LINE OA ซื้อขายง่ายในแอปฯ เดียว  

  LINE My Shop

ยุคนี้หากพูดถึง LINE OA เชื่อได้เลยว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หลายๆ คนต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เนื่องจากถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่สำคัญ เพราะสามารถช่วยเก็บฐานลูกค้าได้ ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะทำการซื้อขายกันด้วยการแชทและจบลงในนั้น แต่ในบางครั้งก็อาจมีออเดอร์เข้ามาเยอะจนอาจทำให้เกิดการสับสนและตกหล่น ในขณะเดียวกันทางด้านลูกค้า เมื่อพูดคุยกันในแชทเสร็จแล้วก็จะต้องออกไปโอนเงินใน Mobile Banking App แล้วส่งสลิปกลับเข้ามาใน LINE อีก ทำให้ดูวุ่นวาย และลูกค้าอาจเปลี่ยนใจไปได้ง่ายๆ  

  

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นถือเป็น Pain Point ของพ่อค้าแม่ค้าที่ทำการตลาดในไลน์เลยก็ว่าได้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป ถ้าใช้ LINE My Shop ตัวช่วยที่ทำให้ทั้งพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และลูกค้าสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถทำการซื้อขายได้ตั้งแต่เลือกซื้อ โอนเงิน ติดตามสถานะ ไปจนถึงลูกค้าได้รับของ โดยผ่าน LINE OA เพียงแอปฯ เดียว ไม่ต้องเข้าแอปฯ นู้น ออกแอปฯ นี้ให้ยุ่งยาก ซึ่งถ้าถามว่า LINE My Shop มีฟีเจอร์เด่นๆ อะไรบ้าง วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกัน  

  

Chat Commerce    

ฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มเข้ามาในระบบแชท ให้คุณสามารถสร้างออเดอร์ใบสั่งซื้อส่งให้ลูกค้าในระหว่างแชทได้เลยโดยไม่ต้องออกไปใช้โปรแกรมอื่น  

  

Order Notification  

ฟีเจอร์สำหรับจัดการสถานะออเดอร์โดยตรง โดยระบบจะส่ง Notification เกี่ยวกับสถานะการสั่งซื้อให้ลูกค้าทาง LINE โดยอัตโนมัติ เช่น รับออเดอร์แล้ว ได้รับการชำระเงินแล้ว รวมถึงส่งเลขพัสดุสินค้าให้ด้วย  

  

Product & Inventory    

ระบบจัดการแคตตาล็อกและสต็อกสินค้าแบบเรียลไทม์ โดยผู้ขายสามารถเข้าไปกำหนดจำนวนสินค้าที่ขายได้ด้วยตนเอง ซึ่งลูกค้าจะสามารเห็นส่วนนี้ได้จากหน้า Page ของ LINE My Shop นั่นเอง  

  

Delivery  

ฟีเจอร์นี้ทำให้ผู้ขายสามารถปริ้นข้อมูลการสั่งซื้อ รวมถึงที่อยู่จัดส่งเพื่อติดบนพัสดุได้โดยไม่ผิดพลาด  

  

Report & Dashboard    

ระบบรายงานของ LINE My Shop ที่เตรียมไว้ให้อย่างครบถ้วนช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าทำงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกขึ้น โดยมีข้อมูลสำหรับวิเคราะห์ วางแผนการขาย ไม่ต้องบันทึกเองให้เสียเวลา  

  

จะเห็นได้ว่า LINE My Shop มีฟีเจอร์เด็ดๆ มากมายให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้ใช้กัน ซึ่งที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถทำได้ในแอปฯ เดียว ไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าออกหลายๆ แอปฯ ให้เครื่องค้าง สำหรับใครที่สนใจก็สามารถสมัครใช้งานได้ฟรี เพียงเข้าไปทีเว็บ linemyshop.com แล้วใช้งานได้ทันที แต่จำเป็นต้องมี LINE OA เป็นของตัวเองก่อน เพียงเท่านี้ก็บริหารจัดการร้านของคุณได้ง่ายๆ แค่ในแอปฯ เดียวแล้ว

เลือก Keyword ในการทำ Google AdsWord อย่างไรเรามีคำตอบ

เลือก Keyword ในการทำ Google AdsWord อย่างไร เรามีคำตอบ! 

 SEM Keyword

โฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdsWord เป็นที่นิยมอย่างมากในวงการนักโฆษณา ซึ่งมีวิธีการสร้างโฆษณาจากการค้นหาบน Google โดยการเลือกคำ หรือประโยคเป็น Keyword เพื่อค้นหาข้อมูล ซึ่งในส่วนตรงนี้ Google คิดค่าใช้จ่ายโฆษณาจากจำนวนการคลิ๊กเข้าชมต่อครั้ง (Pay Per Click) ดังนั้นค่าโฆษณา Google AdsWordที่เราจะต้องจ่ายจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่ความนิยมของ Keywords ที่เราเลือกใช้นั่นเอง

 

และเพื่อการยิง Ads ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด วันนี้เราจะมาดูวิธีการเลือก Keyword ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการทำโฆษณาออนไลน์ผ่าน Google AdsWord กัน จะมีวิธีหยิบ Keyword มาใช้อย่างไรบ้างไปดูกันเลย

 

เลือก keyword ที่คาดว่าจะได้ CTR 

การทำโฆษณา Google AdsWord จะช่วยส่งเว็บไซต์ของเราให้อยู่อันดับต้นๆของการค้นหา แต่บางครั้ง CTR ของเราไม่ได้สูงมากนัก เพราะว่าผู้ค้นหาไม่ได้มองเนื้อหาของโฆษณาจะมีความพิเศษอะไรไปกว่าเนื้อหาที่สามารถค้นหาได้ตามปกติ จึงเกิดการมองข้าม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นบทความธรรมดาหรือโฆษณา ต้องเลือก keyword ที่คาดว่ามี CTR สูงๆ เพื่อให้เว็บไซต์ของเราสามารถที่จะค้นหาเจอในอันดับต้นๆ

**CTR คือ (จำนวนคลิ๊กของผู้ชมที่โฆษณาได้รับ หารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฎ)**

 

เลือก Keyword ที่ไม่เกิดการแข่งขันใน Account

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าการเลือกใช้ Keyword บนโฆษณา Google AdsWord เป็นสิ่งสำคัญมาก เราไม่ควรเลือก Keyword ที่ซ้ำกันในหนึ่ง Account เพราะจะทำให้เกิดการแข่งขันกันเอง ซึ่งเป็นผลเสียต่อการค้นหาข้อมูล เนื่องจากวิธีการทำงานของ Google AdsWord จะทำการเลือก Keyword ที่ดีที่สุด  ใน Ad Rank มาแสดงเป็นโฆษณาเพียงอันเดียวต่อหนึ่งเว็บไซต์เท่านั้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้ ค่าโฆษณาสูงมากขึ้นด้วย ดังนั้นเราควรที่จะระมัดระวังการใช้ Keyword เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

 

เลือก keyword ที่ทำให้เกิด conversation

ก่อนจะเลือก Keyword มาใช้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องทำการค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์ของเราก่อน ซึ่งวิธีการเลือก Keyword เราต้องใช้เครื่องมือช่วยอย่าง Google Keyword Planner หรือโปรแกรมอื่นๆที่มีความถนัดก็ได้ และพอได้ Keyword ที่ค้นหามาเรียบร้อยแล้ว เราจำเป็นที่จะต้องคัดเลือก Keyword ที่มีโอกาสจะทำให้เกิด Traffic มากที่สุดมาใช้เพื่อตัวเลขที่ดีในการเข้าชมและการใช้งานเว็บไซต์ของเรา

 

เลือก Keyword ที่สอดคล้องกับหน้า Landing Page

เราต้องเลือก Keyword ให้มีความสอดคล้องกับหน้า Landing page ที่ผู้เข้าชมจะเห็นในหน้าแรก ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานในการทำโฆษณา Google AdsWordอยู่แล้ว ยิ่งเราสามารถจัด Keyword ให้ตรงกับเนื้อหาโฆษณาหน้า Landing Page ได้มากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการโฆษณาก็จะมากยิ่งขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการคลิ๊กโฆษณาก็ถูกลงอีกด้วย

 

ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กับการลงโฆษณา Google AdsWord ของตัวเอง เพื่อให้คนสามารถหาโฆษณาของเราเจอจากการค้นหา Keyword ได้ง่ายๆ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีในการทำโฆษณามากยิ่งขึ้น แถมประหยัดงบค่าโฆษณาไปในตัวอีกด้วย

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

ทำไมต้องใช้ Cloud Computing

Cloud Computing

Cloud Computing หรือระบบการประมวลผลและหน่วยจัดเก็บข้อมูลรูปแบบออนไลน์ที่ช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้ง ดูแลระบบ และลดต้นทุนในการสร้างระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยมีบริการทั้งรูปแบบเครือข่ายส่วนตัว (Private Cloud), เครือข่ายสาธารณะ (Public Cloud) และใช้งานเครือข่ายแบบผสมผสาน (Hybrid Cloud)

 

เข้าใจง่ายๆ Cloud Computing คือการใช้งานระบบคอมพิวเตอร์ หรือซอฟต์แวร์แบบออนไลน์จากผู้ให้บริการที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงสามารถกำหนดทรัพยากรของคอมพิวเตอร์ได้อย่างอิสระตามความต้องการ และประหยัดต้นทุนด้วยระบบคิดค่าบริการตามการใช้งานจริงนั่นเอง

 

ประเภทของ Cloud Computing

 

  1. Public Cloud เป็นระบบคลาวด์ที่ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้ามาใช้งานทรัพยากรในการสร้างเครือข่าย หรือระบบคอมพิวเตอร์ โดยสามารถใช้งานได้ทั้ง Hardware และ Software ซึ่งรูปแบบบริการก็จะมีความแตกต่างกันออกไปของแต่ละผู้ให้บริการคลาวด์ ทั้งนี้จะมีการคิดค่าบริการแบบตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง

 

  1. Private Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบปิดที่มีเฉพาะคนในองค์กรสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ โดยที่ระบบข้อมูลและ Software จะการจัดเก็บและป้องกันที่ปลอดภัยบน Data Center ของผู้ให้บริการ ซึ่งองค์กรสามารถใช้งานหรือปรับเปลี่ยนระบบได้อย่างอิสระ

 

  1. Hybrid Cloud เป็นระบบคลาวด์แบบผสมผสานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud ซึ่งดึงข้อดีของทั้งสองระบบออกมาใช้งาน เพื่อให้องค์กรสามารถทำงานบนระบบ Cloud Computing ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ใช้งาน Private Cloud ในการรัน Software และเก็บข้อมูลภายในองค์กร แต่ใช้ Public Cloud ในการรัน Website รวมถึงรองรับการทำงานช่วงที่มี Workload จำนวนมาก

 

รูปแบบการใช้งาน Cloud Computing

 

  1. SaaS (Software-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของ Software โดยผู้ใช้งานสามารถสร้างและใช้ Software ตัวนั้นได้ผ่าน Internet ซึ่งไม่จำเป็นต้องติดตั้งบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนตัว

 

  1. IaaS (Infrastructure-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรของคลาวด์ในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายแบบเสมือน (Virtualization) ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อหรือติดตั้ง Hardware จำนวนมากเป็นของตัวเอง

 

  1. PaaS (Platform-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของ Platform โดยผู้ใช้งานสามารถใช้งาน Hardware และ Software ได้อย่างอิสระ ไม่ยุ่งยาก สามารถใช้งานได้ทันที

 

  1. DRaaS (Disaster Recovery-as-a-Service) เป็นการใช้งานคลาวด์ในรูปแบบของการกู้คืนข้อมูลเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดยเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น ภัยธรรมชาติ, เหตุการณ์ทางการเมือง หรือ เหตุขัดข้องที่ทำให้ ฐานข้อมูล ไม่สามารถทำงานได้ ระบบก็จะมีการโอนย้ายการทำงานไปยังระบบการทำงานสำรองแบบอัตโนมัติ ทำให้ระบบเครือข่ายขององค์กรสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง

 

เหตุผลที่องค์กรควรติดตั้ง DR หรือ Site สำรอง เนื่องจากมีการระบุไว้ตามกฎหมายว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องมี Site สำรอง รวมถึงมีมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยต่อข้อมูลขององค์กรและผู้ใช้งาน แต่การลงทุนทำ Site สำรองหรือ DRaaS นั้น มีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก การใช้งานคลาวด์จึงสามารถตอบโจทย์การใช้งานที่มีราคาถูกกว่าได้ รวมถึงสามารถใช้งานบริการอื่นๆ จากคลาวด์ได้ เช่น Data Base-as-a-Service (DBaaS), Mobile Back-End-as-a-Service (MBaaS), Functions-as-a-Service (FaaS)

 

ความปลอดภัยของการใช้งาน Cloud Computing

 

อย่างที่กล่าวมาในข้างต้นแล้วว่าข้อดีของการใช้งาน Cloud Computing คือสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ค่าใช้จ่ายต่ำ แต่อีกหนึ่งเรื่องที่ผู้คนมักตั้งคำถามเป็นเรื่องของ ความปลอดภัยของข้อมูล

 

แน่นอนว่าการเก็บข้อมูลไว้บน Cloud Computing นั้นมีความรวดเร็ว สะดวก ซึ่งก็มีการดูแลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลแก่ผู้ใช้งานอีกด้วย แม้กระทั่งในตัวของ Public Cloud ที่เป็นคลาวด์สาธารณะ แต่ก็มีระบบรักษาความปลอดภัย อย่างเช่น Keypair, VPC หรือระบบการตั้งค่า Network นอกจากนี้หากผู้ใช้งานเป็นระดับองค์กรก็สามารถใช้งาน Private Cloud ที่มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากองค์กรสามารถจัดการทรัพยากรทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง หากต้องการใช้งานที่คล่องตัวที่สุดก็คือ Hybrid Cloud ที่รวมเอาข้อดีของการใช้งานทั้ง Public Cloud และ Private Cloud เข้าด้วยกัน

 

ใช้งาน Cloud Computing คุ้มกว่าอย่างไร

 

1.Cost Savings

ควบคุมทรัพยากรเองได้ โดยคิดค่าบริการแบบ Pay-as-you-use ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานแบบ On-prem ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการติดตั้ง Hardware และดูแลระบบ รวมถึงการจ้างเจ้าหน้าที่ในการดูแลอีกด้วย

 

2.Security

มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากผู้ให้บริการในปัจจุบันมีการยกระดับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงบริการการดูแลอื่นๆ เช่น มีเจ้าหน้าที่บริการตลอด 24 ชั่วโมง, มี Data Center ที่ได้รับการรับรองและมีมาตรฐาน ISO/IEC เป็นต้น

 

3.Flexibility

สามารถเลือกใช้ทรัพยากรได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น หน่วยการประมวลผล (Processing Unit), เครือข่ายข้อมูล (Network), ระบบเก็บข้อมูล (Storage) หรือระบบปฏิบัติการ (OS) เป็นต้น 

 

4.Mobility

เข้าถึงง่าย เชื่อมต่อได้ตลอดเวลาเพียงแค่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

 

5.Reduce Complexity

ลดความซับซ้อนของระบบ IT การดูแลระบบ Infrastructure ขององค์กร เช่น ระบบไฟฟ้า, การเชื่อมต่ออุปกรณ์, การบำรุงรักษา เป็นต้น แต่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานทรัพยากรทั้ง Hardware และ Software บนคลาวด์ได้ทันที

 

6.Automatic Software Updates

การทำงานบนคลาวด์จะมีการอัปเดตทั้ง Hardware และ Software ตลอดเวลา

 

7.Sustainability

ระบบเครือข่ายและข้อมูลของผู้ใช้งานทั้งหมดถูกจัดเก็บอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบของผู้ใช้ที่สร้างขึ้นบนคลาวด์ไม่มีวันหมดอายุ จนกว่าจะไม่มีการใช้งาน ซึ่งมีความยั่งยืนที่มากกว่าระบบแบบ On-Prem 

 

สำหรับบริการ Cloud Computing รูปแบบต่างๆ Nipa.Cloud เราสามารถให้บริการได้ทั้ง Public Cloud และ Private Cloud สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ สามารถใช้งานได้ง่ายและได้รับประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยซอฟต์แวร์ NCP ที่มีระบบ Billing แบบ Pay-As-You-Go พร้อม Data Center ของเราเองที่ได้รับมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2013, ISO/IEC 29110 และรางวัลระดับสากล PM Export Award 2019, 2019 BEST INTELLECTUAL PROPERTY AWARD รวมถึงการได้รับสิทธิบัตรยกเว้นภาษีเป็นเวลาถึง 8 ปี จาก BOI

เคล็ดลับสร้าง Email Marketing ให้น่าสนใจไม่เกิดการมองข้าม!

เคล็ดลับสร้าง อีเมล มาร์เกตติ้ง ให้น่าสนใจ ไม่เกิดการมองข้าม!

Email Marketing

การทำMarketingผ่านอีเมล เป็นช่องทางที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เนื่องจากปัจจุบันการพัฒนาของTechnologyทำให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งข่าวสารเกิดขึ้นมากมาย และรวดเร็วกว่าEmail แต่ถึงอย่างไรการทำMarketingที่ดีไม่ได้ชี้วัดกันที่ความสะดวกรวดเร็วเท่านั้นแต่ต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริโภคและธุรกิจด้วย ซึ่งจุดนี้ อีเมล มาร์เกตติ้ง เป็นเครื่องที่สามารถตอบโจทย์ได้ดีเลยทีเดียว

 

อีเมล มาร์เกตติ้ง คือ รูปแบบ Online Marketing ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยอีเมล โดยเนื้อหาของอีเมล จะมาในรูปแบบของข่าวสาร ข้อมูล การนำเสนอสินค้าและบริการ Promotionต่างๆ เป็นต้น แต่การจะทำ อีเมล มาร์เกตติ้ง ขึ้นมาสักอัน สิ่งสำคัญเลยคือ เราต้องให้ความสำคัญต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ต้องเข้าใจถึงข้อมูลข่าวสารแบบไหน มาในรูปแบบอย่างไรถึงจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค พอเมื่อเปิดอ่านแล้วอีเมลของคุณจะไม่ถูกมองข้าม กดแสปม หรือโดนย้ายเข้าไปอยู่ในถังขยะ วันนี้เราจะมาดูกันว่ามีวิธีการอะไรบ้าง ที่จะช่วยสร้าง Email Marketing  ให้น่าสนใจและไม่ถูกมองข้าม

 

เขียนชื่อหัวข้อ Email ให้มีความดึงดูดน่าสนใจ แต่สร้างสรรค์

หัวข้อ Email จะเป็นสิ่งแรกที่ผู้ใช้งานจะเห็นเมื่อเปิดเข้ามาเช็ค Email ซึ่งถ้าชื่อหัวข้ออีเมล ไม่ได้มีความน่าสนใจหรือไม่ได้มีสิ่งเกี่ยวข้องใดๆกับผู้รับโดยตรง Email ของคุณก็อาจถูกมองข้ามได้

 

ใส่ Logo ไว้ที่หัว Email ด้วย!

Logo เป็นหน้าตาของ Brand ที่สร้างความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่นให้กับ Email Marketing ของคุณ เพราะผู้บริโภคส่วนมากสามารถจดจำจากการมองเห็น Logo ได้ดีกว่าการสะกดชื่อ Brand เพราะฉะนั้นเพื่อให้ลูกค้าสามารถมองเห็นคุณได้ชัดเจนควรใส่โลโก้ไว้ที่หัว Email ด้วย

 

ชื่อผู้ส่งอีเมลเป็นทางการดูมีความน่าเชื่อถือ

ด้วยปัจจุบัน Technology ถูกใช้ไปในด้านลบ ส่งผลให้ผู้ใช้งาน Email สมัยนี้ กลัวการถูกล้วงข้อมูล ปล่อยไวรัสต่างๆ เพราะฉะนั้นการตั้งชื่อ อีเมล มาร์เกตติ้ง จะต้องดูเป็นทางการและมีความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับ Email ว่าผู้ส่งนั้นมีตัวตนจริงๆ ไม่ใช่ Robot ก็จะทำให้กล้าเปิดเข้ามาอ่าน

 

Content Email สั้นกระชับอ่านง่าย ได้ใจความ

ควรที่จะสร้างเนื้อหา Email Marketing ให้อ่านง่าย ไม่ยุ่งยาก จัดวางข้อมูลข่าวสาร Promotion ต่างๆ ให้สั้น กระชับ ได้ใจความ บอกให้ผู้รับเห็นถึงเหตุผลชัดเจนว่าทำไมจะต้องใช้สินค้าบริการของคุณ

 

สร้าง Call to action ภายในคอนเทนต์อีเมล

เราไม่ได้เพียงต้องการแค่ให้ผู้รับเปิดอ่านเพียงเท่านั้นแต่เราต้องการเปลี่ยนผู้รับให้มาเป็นลูกค้าของเราเพราะฉะนั้น เราจำเป็นที่จะต้องสร้าง Call to action ให้อยู่ในส่วนหนึ่งของ Email เช่น ลงทะเบียนฟรีรับปากกา 4 ด้าม เป็นต้น เป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ให้ผู้รับกลายมาเป็นลูกค้าของเราในอนาคต

 

ใส่ช่องทางการติดต่อกลับ

เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ห้ามลืมโดยเด็ดขาดเพราะถ้าลูกค้าสนใจในสินค้าและบริการของเรา ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม จะได้สามารถติดต่อกลับมายังเราได้ ดังนั้นเราควรที่จะใส่ช่องทางการติดต่อให้ครบถ้วน รวมไปถึงช่อง Social Media ต่างๆด้วย

 

ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้มาปรับแก้ใช้กันดูกับ Email Marketing ของคุณที่บางทีอาจมองข้ามบางจุดไป เพื่อ อีเมล มาร์เกตติ้ง ที่มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นเมื่อผู้รับเห็นก็จะไม่เกิดการมองข้ามอีกต่อไป

รู้จักประเภท อีเมลมาร์เก็ตติ้ง เครื่องมือเด็ดสำหรับการตลาดออนไลน์

รู้จักประเภท อีเมลมาร์เก็ตติ้ง เครื่องมือเด็ดสำหรับการตลาดออนไลน์

ประเภทของ Email marketing ตัวช่วยทางธุรกิจที่ไม่ควรมองข้าม

การประกอบกิจการในปัจจุบัน นอกจากการมีหน้าร้านแล้ว สิ่งหนึ่งที่จำเป็นก็คือการทำ Online Marketing เนื่องจากในยุคนี้ถือเป็นยุคที่ผู้คนมักค้นหาหรือเลือกซื้อสิ่งที่ต้องการผ่านทาง Social Media หลากหลายช่องทาง โดยวันนีัเราจะมาพูดถึงช่องทางการทำ Marketing ช่องทางหนึ่ง นั่นก็คือ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง

ซึ่งหากพูดถึงการทำ Email marketing นั้น ผู้ประกอบการเองสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายว่าจะทำเพื่ออะไร โดย Email marketing เองก็มีหลายประเภท ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักแต่ละประเภทกัน

Inaugural Emails

อีเมลมาร์เก็ตติ้ง รูปแบบหนึ่งที่ส่งถึงผู้รับเพียงคนเดียว มีจุดมุ่งหมายเพื่อ แสดงความยินดีกับลูกค้าเมื่อลูกค้าได้สิ่งใหม่ๆ มา เช่น การปลดล็อก Rank ใหม่ แสดงความยินดีในการสมัครสมาชิกใหม่ สำหรับการออกแบบEmailในรูปแบบนี้ จะมี Call to actions หลากหลายรูปแบบให้ลูกค้าได้กด เพื่อกระตุ้นการตอบสนองในด้านต่างๆ

Behavioral Emails

เป็นการทำ Email marketing ที่ส่งให้ผู้รับเพียงคนเดียว โดยจุดมุ่งหมายของอีเมลรูปแบบนี้คือการเชิญชวน หรือตอบสนองต่อพฤติกรรมต่างๆ ของผู้บริโภค ซึ่งมีตั้งแต่ การตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ การยกเลิกสมาชิก ซึ่งสำหรับ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง แบบนี้จำเป็นที่จะต้องออกแบบให้สั้น กระชับ และมีจุดมุ่งหมายที่อยากจะสื่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

Notification Emails

อีเมลอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้สำหรับส่งหาผู้รับแบบตัวต่อตัว โดยการทำ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง รูปแบบนี้มีเป้าหมายเพื่อชี้แจงรายการที่ลูกค้าได้ทำไป อาทิ ยืนยันการซื้อของ รวมไปถึงแจ้งการรีเซตรหัสผ่าน เป็นต้น โดยการออกแบบจะต้องสั้น กระชับ และเข้าใจง่าย รวมถึงต้องแสดงให้เห็นกิจกรรมหรือรายละเอียดของผู้ใช้เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น

Promotional Emails

หากแค่ดูจากชื่อ หลายๆ คนก็น่าจะทราบแล้วว่าเป็น อีเมลมาร์เก็ตติ้ง แบบใด โดย Email marketing แบบนี้ใช้ส่งให้ผู้รับหลายๆ คน มีเป้าหมายเพื่อนำเสนอ Promotion ขายของ หรือประกาศอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้กับผู้ที่ได้รับ Email ไม่ว่าจะเป็น การลดราคา แลกของสมนาคุณ เชิญเข้าร่วมกิจกรรม รวมไปถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยการทำ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง ประเภทนี้ต้องออกแบบให้ดึงดูด และกระตุ้นความต้องการของผู้ที่ได้รับเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Punctual Emails

Email marketing ประเภทนี้สามารถส่งได้ทั้งแบบผู้รับคนเดียวและหลายคน ซึ่งอีเมลประเภทนี้มีเป้าหมายเฉพาะตัว มักใช้สำหรับชี้แจงเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น เช่น การประกาศแจ้งเหตุขัดข้อง ประกาศเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าหรือบริการ การเตือนความจำผู้ใช้งานในการใช้บริการ เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้ามีความเข้าใจที่ตรงกัน ไม่คลาดเคลื่อน และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง ซึ่งรูปแบบของอีเมลนี้ จะเน้นเรื่องการทำความเข้าใจเป็นหลัก

การทำ Email marketing ถือเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ใน Objective ต่างๆ ซึ่งการจะเลือกใช้ อีเมลมาร์เก็ตติ้ง แต่ละประเภทขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่ต้องการ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปได้อย่างราบรื่น และบรรลุObjectiveให้ได้มากที่สุด