ปฏิวัติฝ่าย IT รองรับ Cloud อย่างจริงจัง!

การเกิดขึ้นของ คลาวด์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งในเรื่องของธุรกิจและการจัดระบบขององค์กร มีองค์กรอีกหลายแห่งยังคงใช้โปรแกรมแบบเก่าและมีทีม IT ดูแลด้วยวิธีการเดิมๆ ทั้งที่การเปลี่ยนระบบ Cloud จำเป็นต้องมีการปรับใช้ Application ใหม่ๆ ที่มีความเสถียร และเข้ากันได้กับ คลาวด์ มากกว่า

ระบบ Cloud  เปิดโอกาสให้ IT Operation team สามารถเริ่มต้น IT Project ได้เอง ด้วยบริการ SaaS และ Service เสริมต่างๆ อย่างไรก็ดีการเปลี่ยนแปลงนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงด้าน Security และ Workflow แต่สิ่งที่องค์กรควรทำคือลองเปลี่ยนไปใช้ Cloud Application ใหม่ๆ แยกส่วน Process ของ Application review ออกจากฝ่าย Application justification ทางด้าน Compliance และ Security Review ก็ควรประกอบด้วย Policy document ซึ่งระบุ Requirement ของ Application ที่จะใช้งาน และ Review Process โดยทีม IT จะต้องหมั่นสำรวจทรัพยากรของ Cloud application และตัดสินใจว่าต้องการใช้ทรัพยากรอะไรบ้างเพื่อให้สามารถทำงานได้ในระดับมาตรฐาน

นอกจากนี้ Cloud ยังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของฝ่าย IT อีกด้วย เพราะทรัพยากรของ คลาวด์ สามารถเช่าใช้งานได้ตามต้องการ ทำให้การวางแผนของทีม IT เปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ต้องขึ้นอยู่กับทรัพยากรส่วนกลางของระบบ, Tools, และ Staff ภายในองค์กรเหมือนแต่ก่อน ระบบ Cloud ทำให้ฝ่าย IT สามารถจัดการกับความต้องการใช้งานทรัพยากรระยะสั้นได้ในราคาประหยัด ทั้งนี้ IT Operation team ก็ควรเช็คค่าใช้จ่ายว่ามูลค่าของ Data Center สูงกว่าการใช้ คลาวด์ จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนของ PaaS กับ SaaS ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะช่วยประหยัดค่าบริการไปได้เยอะกว่า IaaS การตรวจสอบอย่างละเอียดและวางแผนให้รัดกุมมากพอ จะส่งผลดีต่อการจัดสรรทรัพยากรในระยะยาว นอกจากนี้ยังควรมีการเตรียม Technical support รองรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง แล้วจึงกำหนดปริมาณทรัพยากร Data Center ให้สอดคล้องกับความพร้อมของ Cloud service ทั้งนี้ต้องไม่ลืมคำนวณค่าใช้จ่ายสำหรับส่วน Security และ Governance อีกด้วย

ปรับแต่ง Application deployment model เพื่อใช้กับ คลาวด์

เมื่อย้ายมาใช้ คลาวด์ แล้ว ฝ่าย IT ก็ต้องเตรียม Application Deployment Model ให้พร้อมรองรับการทำงานที่ครอบคลุม ซึ่งการที่แต่ละ Application มี Requirement แตกต่างกัน เพราะใช้ Resource ที่หลากหลาย ทำให้เกิดความยุ่งยากระหว่างการ Deploy ควรจะมีการสร้างนโยบายพื้นฐานเพื่อช่วยให้ฝ่าย IT และ User สามารถรับมือกับจำนวนทรัพยากรที่เพิ่มมากขึ้นได้ง่าย โดยโฟกัสไปที่ส่วนของโครงสร้างองค์กร, DevOps, Application Lifecycle Management (ALM) เป็นหลัก

การเปลี่ยนมาใช้ คลาวด์ อาจเสี่ยงต่อปัญหาการทำงานไม่ต่อเนื่องได้ เมื่อมีการย้ายมาใช้งานระบบใหม่ องค์กรอาจขาด IT support ทำให้ Workflow เกิดความไม่ต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการออกแบบ Cloud plan ให้สนับสนุนกับโครงสร้างองค์กรจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

กลยุทธ์ทาง DevOps สามารถช่วยเรื่อง Scale ของ Resource ที่กล่าวมาข้างต้นได้ โดย DevOps คือการใช้ Automate deployment tools เพื่อสร้างและรักษาเสถียรภาพ Application บน Host platform หากไม่ใช้ Tools นี้จะต้องไปพึ่ง Manual process ราคาแพง นอกจากนี้บาง Tools ของ DevOps ยังสามารถปรับแต่งให้ขยายขอบเขตการใช้งานไปยัง Cloud platform ได้อีกด้วย

ขั้นตอนสุดท้ายคือเรื่องของ ALM มีเป้าหมายเพื่อพัฒนา Application ด้วยการกำหนด Specific testing และ Deployment rules ผ่านทาง ALM Software แบบพิเศษ หลายๆ องค์กรจะรวม Security และ Governance เข้าไปในขั้นตอนของ ALM ด้วย ซึ่งนับว่าสำคัญมากต่อการวางแผนใช้งาน คลาวด์

Cloud Computing อีกหนึ่งรูปแบบบริการคลาวน์ที่คุณต้องรู้

ในทุกวันนี้องค์กรส่วนใหญ่มักใช้วิธีการเช่าคอมพิวเตอร์ในการใช้งานมากขึ้น สาเหตุก็เพราะเพื่อที่จะได้ไม่ต้องซื้อ Hardware และ Software เอง และข้อดีอีกอย่างก็คือ บริการคลาวน์แบบ Cloud Computing จะช่วยลดต้นทุนและความยุ่งยากในด้านโปรแกรมเมอร์ไปได้มากทีเดียว

และผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆในอินเทอร์เน็ตอย่างง่ายดาย เพียงแค่มีโทรศัพท์มือถือ จึงเป็นที่มาว่าทำไม ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือรวมไปถึงสถาบันการศึกษาในไทยจึงหันมาใช้บริการ Cloud Computing มากขึ้น และจุดเด่นของการใช้บริการคลาวน์ Cloud Computing อยู่ที่ความรวดเร็ว

หากองค์กรหรือธุรกิจใดต้องการที่ขยาย Server ก็สามารถทำได้ทันท่วงที จึงเหมาะมากกับการเติบโตของธุจกิจออนไลน์ปัจจุบัน และนั่นก็รวมไปถึงค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Web service เมื่อปีที่แล้วได้หันตัวมาเปิดตัวบริการคลาวน์ข้อมูลตลาดสำหรับนักวิจับและแพทย์ขึ้น และสิ่งนี้จะช่วยให้นักวิจัยต่างๆสามารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลประชากร และการแสดงออกของยีนได้อย่างแม่นยำในเชิงและมันเป็นประโยชน์อย่างมากในเรื่องเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดในตอนแรกอาจจะเปิดให้ใช้บริการคลาวน์ตัวนี้ฟรี

ในอนาคตอันใกล้จะมีแนวโน้มที่ผู้วิจัยหรือแพทย์จะให้ความนสนใจและ  Amazon Web Services จะเติบโตเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เลยทีเดียว จะเห็นได้ว่า Cloud Computing ช่างเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมาแรงในอนาคตอย่างแน่นอนซึ่งบริการคลาวน์ตัวนี้จะต้องสตอบสนองกับ SME เมืองไทยและ start up ไม่มากก็น้อยพราะถือว่าเป็นช่องทางที่ช่วยลดเงินได้มากเพราะไม่ต้องเสียเงินจ้างพนักงานดูแลระบบเมื่อเราอัพเกรดระบบใหม่ๆก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการออกแบบใหม่ เพราะบริการคลาวน์จะช่วยจัดการให้

ทำความรู้จักกับกระบวนการทำงานของ ระบบ Cloud

Cloud (คลาวด์) หลายคนคงเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง เพราะตอนนี้ ระบบ Cloud กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้ แต่แค่เคยได้ยิน และอยากทำความเข้าใจว่าระบบ Cloud คืออะไร ทำงานอย่างไร วันนี้เราจะคุณไปรู้จักกับ Cloud (คลาวด์) กันนะคะ

มันคือเทคโนโลยีตัวหนึ่ง ขอยกตัวอย่างการทำงานของ Cloud (คลาวด์) ที่ใกล้ตัวก็คือ คุณใช้ iPhone แต่เมื่อคุณใช้ iPad ทุกอย่างบน iPhone คุณไปอยู่บน iPad Auto หรือแม้การเปลี่ยนโทรศัพท์เพียง Login iCloud ทุกอย่างก็กลับมาหมด อย่างนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวของมนุษย์มากขึ้น

เสมือนเหมือนกับ Server ที่มีไว้เก็บข้อมูลในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ตอบโจทย์กับยุคเทคโนโลยีอย่างมาก ตอนนี้ Cloud (คลาวด์) กลายเป็นส่วนที่สำคัญมากทีเดียวกับบริษัทใหญ่ ผู้ใช้บริการ Cloud ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลอย่างรอบคอบ Cloud (คลาวด์) ในที่นี้เรียกว่า Private Cloud   หรือเรียกง่ายๆว่า Cloud (คลาวด์)

ส่วนตัวใช้ในแต่ละแผนกขององค์กรเข้ามาใช้งานได้ ในต่างประเทศนิยมใช้  Cloud (คลาวด์) เป็น Server มาก เพราะเวลาเราไม่ได้ไปทำงานในออฟฟิศ ก็สามารถซิงค์ข้อมูลกับอุปกรณ์และสามารถทำงานที่บ้านได้

อย่างไรก็ตาม  Cloud (คลาวด์) ก็พยายามเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยในวงไอทีธุรกิจมากขึ้น ควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอย่างมาก แต่ Cloud (คลาวด์) ก็ยังเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ให้มนุษย์ได้สะดวกสบาย เพราะ Cloud (คลาวด์) สามารถเรียกข้อมูลคืนได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องเสียเวลาไปให้ร้านหรือคนที่เป็นไอทีมาแก้ไขให้ เพียงแต่เรา Login ในระบบ Cloud ก็สามารถกู้ข้อมูลมาได้อย่างง่ายดาย

เรียกได้ว่าเราสามารถแก้ปัญหาเองได้อย่างง่ายดาย  เห็นไหมละค่ะว่า Cloud (คลาวด์) คือเรื่องใกล้ตัวและมีอิทธิพลอย่างมากในการใช้ชีวิตในการทำงานของเรา

training.nipa.cloud เปิดคอร์ส เปิดหลักสูตร ฝึกอบรม Cloud OpenStack หลักสูตรและวิทยากรได้รับการรับรองจาก Mirantis หลักสูตรอบรมเป็นภาษาไทย งานสัมมนาด้านเทคโนโลยี Cloud

OpenStack Training การลงทุนที่ได้มามากกว่ากำไร

โลกดิจิตอลแบบนี้ บอกได้เลยว่าเทคโนโลยีมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจเป็นอย่างมาก ในบางองค์กรก็ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการข้อมูลที่มีอยู่มากมายให้ลงตัวขึ้นได้ ดังเช่นระบบการเก็บข้อมูลที่ใหญ่ และมีประสิทธิภาพสูงอย่าง OpenStack แต่กว่าจะเข้าใจระบบทั้งหมด และนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ อาจจะต้องผ่านการศึกษาข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ รวมไปถึงการเข้าคอร์ส OpenStack Training เพื่อนำมาใช้กับองค์กรของตน

ซึ่งเราต้องมาทำความรู้จักกับ OpenStack  กันคร่าวๆ ก่อนว่าจริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่

ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่าจุดเริ่มต้นของ OpenStack มาจากโครงการขององค์กรขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง NASA และ Rackspace โดยความหมายคร่าวๆ ของ OpenStack  คือระบบ Cloud Operating แบบ Open Source ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรด้าน Compute, Storage, Networking ของ Data Center ให้ทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยในการทำงานของ OpenStack จะแบ่งการทำงานออกเป็น Module ต่างๆ ซึ่ง Module เหล่านั้นจะมีหน้าที่ในการทำงานที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการทรัพยากรในแต่ละด้าน และคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการทำงานของระบบให้สูงที่สุด

ซึ่ง Module แต่ละแบบนี้ก็มีรายละเอียดลึกลงไป หากสนใจที่จะนำมาใช้ประโยชน์จริงๆ ก็อาจจะต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ซึ่งก็มีหน่วยงานที่เปิดอบรม OpenStack Training เพื่อให้ผู้ประกอบการเกิดความรู้ความเข้าใจในตัว OpenStack มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะมีการเปิดอบรมที่หลากหลาย อาทิ

OpenStack Training สำหรับบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยการศึกษาค้นคว้า และประยุกต์การใช้งานระบบ IT ในรูปแบบต่างๆ ด้วย RackJumper Cloud ซึ่งถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี Cloud Platform by OpenStack ที่จะสามารถนำเอาความรู้ที่ได้ไปพัฒนาตนเองต่อไปในอนาคต

OpenStack Training สำหรับองค์กรและบริษัท ซึ่งถือว่า OpenStack จะเข้ามามีบทบาสำคัญในการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างมาก และสามารถนำไปใช้ต่อในองค์กรได้โดยการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยระบบต่างๆ ผ่าน Enterprise Cloud by OpenStack ซึ่งจะช่วยในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวเดินต่อไปได้มั่นคงขึ้น

จะเห็นได้ว่า OpenStack เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่มีประโยชน์มาก และสามารถนำไปพัฒนาทั้งตนเองและองค์กรต่อได้อีกไกล ดังนั้นการลงทุนเข้าคอร์ส OpenStack Training เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นก็ถือว่าเป็นช่องทางที่ดี เพราะผลลัพธ์ที่ได้กลับมาย่อมได้มากกว่าที่ลงทุนไปอย่างไม่ต้องสงสัย

บริการ Virtual Private Cloud คลาวด์ส่วนตัวความปลอดภัยสูง

Virtual Private Cloud ยังคงอยู่ในกระแสและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยี Cloud มาปรับใช้ภายในองค์กร โดยองค์กรมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว ผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่ ร้อยละ 75 ให้ความสนใจกับระบบคลาวด์ค่อนข้างมาก เพราะ บริการ Virtual Private Cloud ให้ความปลอดภัยสูงและรัดกุมเป็นอย่างมาก ซึ่งมากกว่าบริการ Public Cloud ถ้าเปรียบเทียบความสนใจแล้ว แน่นอนว่า Private Cloud ได้รับความสนใจมากกว่า

บริการ Virtual Private Cloud เป็นคลาวด์ส่วนตัวที่ใช้ภายในองค์กรเท่านั้น แต่ก็รันอยู่บนคลาวด์สาธารณะ Public cloud ซึ่งสะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างยิ่ง ในแต่ละองคก์กร การทำ Private Cloud จะมีการตั้ง Hardware และ Software เพื่อใช้เป็นพื้นฐานการทำ Cloud Datacenter ขึ้น เพื่อให้แต่ละฝ่ายในองค์กรสามารถเข้าใช้งาน Private Cloud ได้ และสิ่งที่ทำให้องค์กรเชื่อมั่นที่จะใช้ก็คือข้อมูลที่อยู่บนคลาวด์มีความปลอดภัยสูง เพราะเก็บไว้ภายใน Datacenter ของตนเอง จึงสะดวกทั้งต่อการเข้าใช้งานและระบบรักษาความปลอดภัย

ระบบนี้เป็นระบบแบบ Multi-tenants โดย Resource ทุกอย่างอยู่บน Infra เดียวกันทั้งหมด เปรียบเสมือนว่าเราคือหน่วยย่อยของ Dedicated Cloud อีกที และ feature function บางอย่างอาจจะน้อยกว่า ซึ่งเหมาะกับในหลายองค์กร โดยเฉพาะในองค์กรที่พึ่งเริ่มหรือองค์กรขนาดเล็ก ซึ่งสามารถใช้ Virtual Data Center ของตนเองได้ทันที เนื่องจากมีราคาไม่สูงมากและความสามารถพื้นฐานมีให้ครบทั้งหมด

จากการเติบโตของจำนวนธุรกิจที่เพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ ระบบ Cloud จึงมีแนวโน้มในการใช้บริการสูงขึ้นตามไปด้วย Private Cloud ก็ยังเป็นอีกหนึ่งบริการที่นักธุรกิจนิยมเลือกใช้ โดยเทคโนโลยีนี้ได้รวบรวมทรัพยากรไอทีของคุณไว้เป็นหนึ่งเดียว ทำให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างสะดวกและคล่องตัว ช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้นและตอบสนองความต้องการได้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญ Private Cloud ที่สร้างบน Windows Server Hyper-V และ System Center ซึ่งช่วยสร้างสภาวะแบบคลาวด์ เพื่อเปลี่ยนโฉมบริการด้านไอทีในทีมงานของคุณ ให้ตอบสนองโจทย์ทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง

ลักษณะการทำงานของ Web Hosting กับ Cloud Hosting


การทำงานของ Web Hosting ทั่วไปจะใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์เพียง 1 เครื่อง มาใช้งานซึ่งคุณสมบัติของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ จะมีประสิทธิภาพการทำงานที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่ละเจ้า ในผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งบางราย ที่ให้บริการ Web Hosting ด้วยราคาถูกจะทำการอัดเว็บไซต์ไว้ในเครื่องเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวเป็นจำนวนมากเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่าย โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ลูกค้า ดังนั้น โอกาสที่เว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งมีปัญหา ก็จะทำให้โอกาสการเกิด Server Down มีเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน และเมื่อเกิดปัญหากับ Hardware ต่างๆ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ก็จะไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลต่อไปยังเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์ล่ม หรือไม่สามารถใช้งานได้ เมื่อ Web Hosting ทั่วไป เกิดปัญหากับเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะทำการแก้ไขโดยการเปลี่ยนกับอุปกรณ์ใหม่ ซึ่งจะใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงหรือติดตั้งอุปกรณ์ใหม่แทนที่อุปกรณ์เก่า อย่างน้อย 4 ชั่วโมงซึ่งขึ้นอยู่กับสัญญาการรับประกันของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และหากอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นรุ่นเก่า จะทำให้อะไหล่ที่จะใช้ทดแทนหาได้ยาก อาจต้องใช้ระยะเวลาในการสั่งอุปกรณ์หลายวัน หรือเป็นสัปดาห์ ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสในการติดต่อธุรกิจผ่านเว็บไซต์ก็เป็นได้

การทำงานของ Cloud Hosting จะมีการนำเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพการทำงานสูง โดยใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ จำนวนหลายเครื่อง ต่อกันเป็น Server Farm ซึ่งจะใช้ Storage Server ใช้ในการเก็บข้อมูล ส่วนเครื่องเซิร์ฟเวอร์จะทำหน้าที่ในการประมวลผลเท่านั้น หากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ เครื่องใดเครื่องหนึ่งเกิดปัญหา เครื่องอื่นๆก็จะมีการทำงานแทนโดยอัตโนมัติ จึงทำให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้ต่อไปโดยที่เว็บไซต์ไม่ล่ม หากเกิดปัญหากับอุปกรณ์ของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ทำให้ใช้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ระบบจะไม่ล่มด้วยเทคโนโลยี High Availability (HA) เมื่อเกิด Hardware หรือ Operating System failures จะเริ่มกระบวนการ HA ทันที และระบบจะทำการ Restart Virtual Machine ให้โดยอัตโนมัติ ช่วยให้ระบบสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความสามารถในการทํางานแทนกันได้เมื่อระบบใดระบบหนึ่งผิดพลาด สามารถรองรับการเข้าใช้บริการได้ตลอดเวลา 24 x 7 มีการมอนิเตอร์ Virtual Machine และ Restart Virtual Machine ไปยังอีก Node เพื่อลด Downtime ของ Virtual Machine หรือ Application (Service) ให้น้อยที่สุด

การสำรองและกู้คืนข้อมูล
Web Hosting ทั่วไปในการสำรองข้อมูล จะทำการคัดลอกข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อมูลของเว็บไซต์ หรือฐานข้อมูลต่างๆ ลงใน Harddisk ซึ่งจะทำการเก็บข้อมูลเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ ทั้งนี้ก็แล้วแต่บริษัทผู้ให้บริการ และหากระบบปฏิบัติการที่ใช้งานมีปัญหา ก็ต้องทำการนำเครื่องสำรองมาใช้งานทำการคัดลอกข้อมูลไปไว้บน Server ใหม่ ซึ่งวิธีนี้จะใช้เวลานานพอสมควร หากมีข้อมูลมากอาจใช้เวลาในการแก้ไขปัญหานานถึง 2-3 วัน ก็เป็นได้

Cloud Hosting มีการสำรองข้อมูลโดยการจัดเก็บข้อมุลเป็นแบบ Snapshot ไปไว้ที่ Backup Server โดยทำการเก็บสำรองข้อมูลทุกวัน และหากระบบปฏิบัติการที่ใช้งานเกิดปัญหา จะสามารถกู้คืนข้อมูลไปทับข้อมูลเก่าได้ทันที เมื่อ Boot เครื่อง ก็จะคล้ายกับการย้อนเวลาไปยังช่วงเวลาที่ Backup ได้ทันที ซึ่งจะเก็บได้ย้อนหลัง 3 สัปดาห์ อีกทั้งยังสามารถเลือกกู้คืนข้อมูลเฉพาะบางไฟล์ได้อีกด้วย