ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ยุค 4.0 มีบทบาทอย่างไร

การตลาด จำเป็นจะต้องก้าวให้ทันยุคสมัย จึงควรจะต้องค่อยศึกษาว่าในปัจจุบันคนให้ความสนใจกับอะไร สื่อแบบไหนได้รับความนิยมสูงสุด มีลักษณะแบบไหน การตลาดยุคก่อนจะเน้นไปที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ในยุคถัดมาจะให้ความสำคัญกับลูกค้ามองว่าลูกค้าคือพระเจ้า ยุคก่อนหน้านี้ไม่นานเป็นยุคทางการปฏิวัติทางอินเทอร์เน็ต ซึ้งนักการตลาดเริ่มใช้เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อเอาใจลูกค้า อาทิเช่น การแจ้งสิทธิพิเศษทางอีเมล ปัจจุบันเป็นการตลาดในยุคที่โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทในทุกช่วงเวลาของชีวิต ซึ่งการตลาดในยุคปัจจุบันนี้จะมีวิธีการเชื่อมต่อทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งในยุคนี้เป็นยุคที่แค่ปรับตัวให้ทันคงไม่พอ แต่ต้องพัฒนาให้ไว การตลาดออนไลน์จึงเป็นวิธีการที่สำคัญในยุคนี้ ยุคที่ภาครัฐผลักดันประเทศให้เข้าสู่การเป็น Digital Thailand หรือที่เรารู้จักกันในชื่อที่ว่า Thailand 4.0 ในการทำธุรกิจแต่ละครั้งเราอาจต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆ ในยุคที่การตลาดออนไลน์เป็นที่นิยม เราจะมาทำความรู้จักกับลักษณะของผู้ที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ และงานของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ว่ามีลักษณะเป็นแบบใด

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ควรเป็นบุคคลที่มีความคิดเชิงวิเคราะห์ รอบคอบ สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันได้ ว่าการตลาดแบบใดเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายในยุคปัจจุบัน วางแผนการตลาดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ต้องเป็นบุคคลที่มีความชำนาญในการใช้ภาษา สามารถถ่ายทอดความคิดที่สามารถโน้มน้าวใจกลุ่มเป้าหมายและถ่ายทอดให้กับผู้ที่ต้องการคำแนะนำในเรื่องการตลาดออนไลน์ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะต้องมีความสามารถปรับเปลี่ยนและมีความยืดหยุ่นสูงในเรื่องบุคลิกและทัศนะคติ เนื่องจากโลกของการตลาดแบบออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อยมาก จึงทำให้ผู้ที่มีความยืดหยุ่นเท่านั้นที่จะสามารถอยู่ในวงการนี้ได้ และยังต้องตามทันข่าวสารทางด้านการตลาดอยู่เสมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ต้องมีความเข้าใจทางเทคนิคของเครื่องมือต่างๆที่สามารถนำไปใช้ทำการตลาดออนไลน์ รู้ว่าเครื่องมือใดเป็นที่นิยมของกลุ่มเป้าหมาย

 

ลักษณะงานของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ คือต้องศึกษาถึงสภาพตลาดโดยรวม ศึกษาข้อมูลสินค้า ศึกษาข้อมูลของคู่แข่งเพื่อวิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบในการทำการตลาด วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายว่ากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับสินค้ามีพฤติกรรมการซื้อและบริโภคอย่างไร เลือกใช้สื่อออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับสินค้าที่ต้องการทำการตลาด ต่อมาวางแผน เขียนแผนการตลาด เพื่อโปรโมทสินค้า จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการ “เพิ่มการรับรู้” ของกลุ่มเป้าหมายต่อสินค้า ให้คำแนะนำในการจัดทำข้อมูลเพื่อเผยแพร่ลงในเครื่องมือสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับโครงสร้าง การออกแบบ และการทำงานที่เหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะติดตามสถานการณ์ด้านภาพลักษณ์ของสินค้า และประเมินผลของแผนการตลาด สุดท้ายผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะทำการสรุปผลการวางแผนทางการตลาดเพื่อวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ในการทำแผนการตลาดในครั้งต่อไป

จะเห็นได้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์นั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการวางแผนการตลาดออนไลน์ และยังเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแผนทางการตลาดออนไลน์กับผู้ที่ต้องการทำการตลาดอีกด้วย

ลงทุนแค่ 0 บาทก็สามารถหาเงินได้จากการ โฆษณาให้ google

การทำธุรกิจผ่านเว็บไซต์ ไม่ได้มีแค่เพียงขายของผ่านเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ก็สามารถหาเงินได้กับ Google AdSense บริการโฆษณา Google ได้เงินใหม่จากผู้นำด้าน Search Engine ระดับโลกที่เปิดโอกาสให้ Web Master ผู้มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างรายได้ผ่านการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก

โฆษณา google
ลงทุนแค่ 0 บาทก็สามารถหาเงินได้จากการ โฆษณาให้ google

แล้วGoogle AdSense คืออะไร?

ย้อนกลับไปหากคุณยังจำบริการรับทำโฆษณาให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google อย่าง Google AdWords ได้ Google AdSense หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าทำโฆษณาGoogle ได้เงินนั้นก็เป็นเสมือนน้องชายที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นผู้ช่วยกระจายโฆษณาจากAdWords ออกไปในวงกว้างซึ่งในที่นี้หมายถึงตามเว็บไซต์บุคคลทั่วไปที่มีความพร้อมสำหรับการทำ AdSense โดยเจ้าของเว็บไซต์ต้องทำการสมัครสมาชิกพร้อมส่งเว็บของตนเองให้ Google ตรวจสอบคุณภาพและยืนยันสิทธิ์เมื่อได้รับการอนุมัติบัญชีแล้วหลังจากนั้น Google จะทำการส่งโค้ด (Code) โฆษณามาให้ไปจัดวางไว้ในเว็บไซต์ตัวเอง

ซึ่งโฆษณาที่เจ้าของเว็บไซต์จะได้รับมาโปรโมทนั้นขึ้นอยู่กับความสอดคล้องในเนื้อหาระหว่างเนื้อหาโฆษณากับเนื้อหาเดิมในเว็บไซต์เช่น หากเว็บไซต์เป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับความสวยความงาม โฆษณาที่ได้รับส่งมาจาก Google อาจเป็นโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอางเพื่อผิวหน้าหรือโฆษณาเพื่อผิวกาย โดยอาจเป็นได้ทั้งโฆษณาเชิงข้อความ และโฆษณาเชิงรูปภาพ

ส่วนผลตอบแทนหรือรายรับหรือค่าจ้างที่เจ้าของเว็บไซต์จะได้รับจากการเป็นสมาชิกร่วมกับGoogle AdSense นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ 1.เมื่อมีการคลิก ( Pay Per Click ) เมื่อมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้คลิกที่โฆษณาของGoogle เจ้าของเว็บไซต์จะได้รับผลตอบแทนทันทีโดยแต่ละโฆษณาที่ถูกคลิกจะได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากัน มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่ลงโฆษณากับGoogle AdWords ว่าลงโฆษณาไว้ในราคาที่สูงหรือต่ำถ้าหากลงโฆษณาในราคาสูงไว้ ผลตอบแทนจากคลิกโฆษณานั้นก็สูงตามไปด้วย (cr.siamtipplus) 2. เมื่อแสดงโฆษณา ( Pay Per Impression) กรณีนี้ Google จะจ่ายให้เจ้าของเว็บไซต์เมื่อเกิดการแสดงโฆษณาครบ1,000 ครั้ง โดยที่จำนวนการคลิกที่โฆษณาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

นโยบายการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับ Google AdSense

Google เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานดังนั้นการเป็นสมาชิกร่วมกับ Google AdSense เจ้าของเว็บไซต์ต้องยื่นหลักฐานระบุการมีอยู่ของตัวตนและเว็บไซต์ให้ทาง Google ตรวจสอบก่อนว่า เจ้าของเว็บไซต์และตัวเว็บไซต์มีคุณภาพพร้อมที่จะได้เป็นตัวแทนประกาศโฆษณาของ Google จริงโดยเว็บไซต์ที่ไม่จะได้รับการอนุมัติการเป็นสมาชิก และโดนแบนทันทีคือเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายข้อห้ามเบื้องต้นนี้

  • เนื้อหาต้องห้าม คือ เนื้อหาผิดศีลธรรม เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่เนื้อหาที่มีความรุนแรง หรือการสนับสนุนการเหยียดเชื้อชาติและการส่งเสริมการขายของผิดกฎหมาย
  • เนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ คือ เนื้อหาที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์เว้นแต่จะได้รับสิทธิ์ทางกฎหมายที่จำเป็นในการแสดงเนื้อหานั้น
  • พฤติกรรมส่งเสริมให้เกิดการคลิก เช่น เสนอว่าจะให้สิ่งตอบแทนเมื่อผู้ใช้ชมโฆษณาหรือทำการค้นหาหรือการสัญญาว่าจะให้เงินแก่บุคคลที่สามสำหรับการกระทำดังกล่าว
  • เจ้าของเว็บไซต์จะต้องไม่วางโค้ด AdSense ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมเช่น ป๊อปอัป อีเมล หรือซอฟต์แวร์ รวมถึงตำแหน่งที่มีการโหลดหน้าเว็บที่มีโฆษณา Google ช่องค้นหาหรือผลการค้นหาในป๊อปอัปหรือป๊อปอันเดอร์
  • กระทำการดัดแปลงรหัส (Code) ที่ได้รับมาจาก Google ให้ต่างจากที่ AdSenseกำหนด
  • การโกงด้วยการคลิกที่โฆษณาตัวเองหลายๆ ครั้ง
  • มี Keyword ที่ซ้ำมากจนเกินไป

ผู้อ่านสามารถศึกษานโยบาย Goggle AdSenseเพิ่มเติมได้ที่ นโยบาย Google AdSense

การทำ Google AdSense อ่านดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ที่มีเว็บไซต์ก็สามารถทำได้ แต่ควรพึงระลึกไว้ว่าการจะได้รับอนุมัติบัญชีมานั้นยากเทียบเท่ากับการรักษาบัญชีไม่ให้โดนแบนดังนั้น เจ้าของเว็บไซต์ควรปฏิบัติตามนโยบายของ Google AdSense อย่างเคร่งครัด เพราะไม่มีใครอยากเสียช่องทางสร้างรายได้แบบง่ายๆ ไปแน่ๆ

 

ดึงดูดลูกค้า ด้วยการโฆษณาบนเว็บไซต์

อะไรคือ การโฆษณาบนเว็บไซต์ ?

การโฆษณาบนเว็บไซต์ คือ การโฆษณา ออนไลน์ รูปแบบหนึ่งที่ปรากฏในโลกออนไลน์ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความดึงดูดใจให้แก่สินค้า โดยเราสามารถ ลงโฆษณา เพื่อ โปรโมทเว็บ หรือ โฆษณาขายสินค้าฟรี ตรงตามความต้องการกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สินค้าของเรามีความน่าสนใจและสร้างตัวตนให้เป็นที่น่าจดจำของลูกค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายของเราให้มากขึ้น รวมทั้งทำให้สินค้าของเราเป็นรู้จักในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ข้อดีของการโฆษณาบนเว็บไซต์ ?

สินค้าเราจะเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ เราต้องพัฒนาสินค้า มองหากลยุทธ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาดูและเลือกซื้อสินค้า การทำโฆษณาบนเว็บไซต์ได้รับความสนใจจากเจ้าของ เพราะดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทำให้ลูกค้าเข้ามาดูสินค้าของเราได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ทุกที่ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่เราไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ ไม่ต้องมีพนักงาน และไม่ต้องเฝ้าหน้าร้าน ทำให้ประหยัดต้นทุนได้อย่างมาก

ทำไงถ้าต้องการโฆษณาบนเว็บไซต์ ?

การโฆษณาบนเว็บไซต์มีหลากหลาย ทั้งฟรีและเสียเงิน ที่ทำได้เอง ผ่านทาง Google หรือผ่านบริษัทเอเจนซี่โฆษณาที่มีให้เลือกใช้บริการมากมาย หลายรูปแบบและหลายราคาให้เลือกสรร ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าจะเลือกใช้เครื่องมือแบบไหน เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการ

Google Adwords ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเลือกลงโฆษณาได้

เมื่อสังเกตหน้าเว็บไซต์ของ Google โดยปกติจะพบว่ามีข้อมูลที่ได้จากการค้นหา แบ่งออกเป็นสองส่วน คือด้านซ้าย (ซึ่งจะมีข้อมูลอยู่ประมาณ 10 เนื้อหา) โดยส่วนนี้จะเป็นบริการจากทาง Google ที่ให้บริการฟรี แต่การติด 1 ใน 10 อันดับหน้าแรกนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะการแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งในเรื่องของเนื้อหาและความดึงดูดใจ

ดังนั้นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ต้องการแข่งขันในพื้นที่ส่วนดังกล่าว ก็สามารถใช้บริการจาก Google Adwords ซึ่งจะอยู่ในส่วนที่สองหรือทางด้านขวาของเว็บไซต์ โดยข้อดีที่นอกจากจะไม่ต้องปั่นเว็บไซต์เพื่อแข่งขันแล้ว ยังสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำพร้อมทั้งกำหนดทำเลของผู้บริโภคได้ เช่น ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ หากจะกระจายข้อมูลไปยังคนที่อยู่ไกลออกไป คงมีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่คนเหล่านั้นจะนั่งรถมาเรียน

เช่นนี้แล้วผู้ประกอบธุรกิจสามารถเลือกลงโฆษณาให้คนที่อยู่เฉพาะโซนกรุงเทพหรือปริมณฑลเห็นเท่านั้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ โฆษณาจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดประกอบกับเสียเงินค่าคลิกให้เฉพาะคนที่มีโอกาสมาเป็นลูกค้าเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยประหยัดงบลงทุนได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีการเก็บสถิติเพื่อให้ทราบว่าการโฆษณาเหล่านั้นสามารถทำเงินกลับมาได้มากน้อยแค่ไหนอีกด้วย

แต่แล้ว Google Adwords ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างเล็กน้อย ในส่วนของการวางแผนโฆษณา เพราะขั้นตอนยังค่อนข้างยุ่งยากอยู่มาก โดยเฉพาะการคิดคำคีย์เวิร์ดสำหรับให้ลูกค้าค้นหา ซึ่งในส่วนนี้ผู้ประกอบธุรกิจอาจจำต้องใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เพื่อมาดูแลให้อีกทอดหนึ่ง

ซึ่งจากที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นการบ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างและความเหมาะสมของสื่อทั้งสองประเภท แต่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะนอกจากสื่อออนไลน์ทั้งสองเจ้าแล้ว ยังได้มีการโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มตัวอื่นๆ อาทิ OLX , บัมคิว (BumQ) หรือแม้กระทั่งเว็บลงประกาศฟรี อย่างพันทิปมาร์เก็ต เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ของผู้ประกอบธุรกิจว่าจะเลือกสื่อได้ตรงตามจุดประสงค์ที่คาดหวังไว้หรือไม่ ถึงอย่างไรก็ดี ควรคำนึงไว้อย่างหนึ่งว่า การหว่านโฆษณาให้ทั่วทุกสื่ออาจนับเป็นความได้เปรียบในแง่การสร้างความรับรู้ไปยังผู้บริโภค แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรเน้นไปตามสื่อหลักที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจ เพราะจะได้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาโฆษณามากเกินไป จนสร้างความรำคาญให้แก่ผู้บริโภค