รู้จักประเภทโฆษณา Youtube ก่อนเลือกใช้ให้ถูกต้อง

รู้จักประเภทโฆษณา Youtube ก่อนเลือกใช้ให้ถูกต้อง

Youtube Ads
Youtube ถือเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งที่ในแต่ละวันมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นแหล่งรวบรวมวิดีโอหลากหลายคอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น เพลง รายการต่างๆ รวมถึง Vlog ที่หลายๆคนมักจะถ่ายและอัปโหลดให้ได้ชมกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ Youtube กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มความบันเทิงยอดนิยมเลยก็ว่าได้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คนมักจะหันมาทำการตลาดออนไลน์ผ่านการลงโฆษณาบน Youtube กันมากขึ้นนั่นเอง เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้คนเห็นโฆษณาของเราเป็นจำนวนมาก แต่โฆษณา Youtube เองก็มีหลายประเภทด้วยกัน ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าประเภทของโฆษณาบน Youtube มีอะไรบ้าง มาดูพร้อมๆ กันเลย

โฆษณาแบบดิสเพลย์ (Display ads)

โฆษณา Youtube ที่หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นกันอยู่บ่อยๆ ด้วยการโชว์ Banner ขนาด 300×250 หรือ 300×60 โดยจะปรากฏในหน้าต่างๆ ของ Youtube ยกเว้นหน้า Homepage  โดยโฆษณา Youtube ประเภทนี้จะอยู่ด้านข้างของวิดีโอและอยู่เหนือ Suggest Video นั่นเอง

โฆษณาซ้อนทับ (Overlay ads)

เป็นโฆษณา Youtube ที่คล้ายกับประเภทแรก แต่จะปรากฏซ้อนกับวิดีโอที่กำลังเล่นอยู่ โดยอยู่ 20% ด้านล่างของวิดีโอ ซึ่งจะเห็นเป็นโฆษณาซ้อนทับกึ่งโปร่งใส ผู้ชมสามารถปิดโฆษณาได้ตลอดเวลา โดยโฆษณา Youtube ประเภทนี้มีขนาด 480×70

โฆษณาวิดีโอแบบข้ามได้ (Skippable video ads)

เป็นโฆษณาที่มีขนาดเต็มหน้าจอ โดยอาจจะเล่นแทรกอยู่ก่อน ระหว่าง หรือหลังเล่นวิดีโอหลัก โดยจะพบได้ทั้งในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการเล่น Youtube บน TV ด้วยเช่นกัน ซึ่งโฆษณา Youtube ประเภทนี้สามารถกดข้ามได้ หลังเล่นไปได้ 5 วินาที

โฆษณาวิดีโอที่ข้ามไม่ได้และโฆษณาวิดีโอที่ข้ามไม่ได้แบบยาว (Non-skippable video ads and long, non-skippable video ads)

เป็นโฆษณา Youtube ที่ปรากฏตำแหน่งเดียวกับแบบ Skippable video ads แต่จะพบได้แค่ในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น และผู้ชมจะไม่สามารถกดข้ามได้ มีความยาวตั้งแต่ 15-30 วินาที

โฆษณาบัมเปอร์ (Bumper ads)

โฆษณา Youtube แบบที่เป็นวิดีโอกดข้ามได้ แต่จะขึ้นมาก่อนจะเข้าสู่วิดีโอ โดยผู้ชมจะต้องดูโฆษณาความยาวสูงสุด 6 วินาทีก่อนถึงจะดูวิดีโอที่เลือกไว้ได้

การ์ดผู้สนับสนุน (Sponsored cards)

เป็นโฆษณา Youtube ที่มีการ์ดผู้สนับสนุนที่ปรากฏขึ้นด้านบนจอแสดงวิดีโอ โดยเป็นการแสดงเนื้อหาที่อาจเกี่ยวข้องกับวิดีโอ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่แสดงในวิดีโอ ซึ่งข้อกำหนดก็คือผู้ชมจะเห็นทีเซอร์ของการ์ดเป็นเวลา 2-3 วินาที และสามารถคลิกไอคอนในมุมขวาบนของวิดีโอเพื่อเรียกดูการ์ดได้ด้วย

จะเห็นได้ว่าการทำการตลาดออนไลน์ผ่านการลงโฆษณาทาง Youtube มีให้เลือกหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการใช้ ดังนั้นการเลือกใช้งานแต่ละแบบต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับ เพื่อให้การลงโฆษณา Youtube แต่ละครั้งของเราไม่สูญเปล่าและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยแนวทางการทำโฆษณา Google ผ่าน Gmail

เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยแนวทางการทำโฆษณา Google ผ่าน Gmail

ประชาสัมพันธ์ Gmail

เป็นประชาสัมพันธ์แบบ Interactive ซึ่งจะแสดงอยู่ที่ข้างบนของแถบกล่องจดหมาย เมื่อคลิกที่โปรโมท หน้า Landing Page ของผู้ลงโปรโมทก็จะถูกเปิดขึ้น หรือขยายจนถึงมีขนาดพอๆกับอีเมลได้ สามารถใส่รูปภาพ วิดีโอ หรือแบบฟอร์มต่างๆลงไปได้ ซึ่งวิธีการทำ Google Adwords ผ่าน Gmail จะช่วยทำให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในแบบที่เป็นส่วนตัว สมควร รวมทั้งช่วยขยายกิจการให้เติบโตได้

เมื่อสร้างแคมเปญโปรโมท Gmail แยกต่างหาก ให้ตรึกตรองกลุ่มเป้าหมายและก็แนวทางที่คุณจะใช้วัสดุตั้งเป้าหมายของ Google เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายพวกนั้นได้ตามหัวข้อดังต่อไปนี้ ระบุคีย์เวิร์ดตามกลุ่มเป้าหมาย โดยเลือกคำหรือกลุ่มคำที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าหรือบริการเพื่อโปรโมทปรากฎต่อลูกค้าที่ให้ความสนใจต่อคำพวกนั้นใช้กลุ่มเป้าหมายที่มีแผนในการจะซื้อ เพื่อเข้าถึงคนที่มีลักษณะท่าทางว่าพร้อมจะทำ Conversion โดยการเพิ่มกรุ๊ปธุรกิจที่ใกล้เคียงหรือเหมาะสมที่สุด

รีมาร์เก็ตติ้ง

เพื่อล่อใจลูกค้าให้กลับมามีส่วนร่วมกับสินค้า หรือบริการของบริษัทอีกรอบ ใช้การจับคู่ข้อมูลลูกค้า เพื่อช่วยทำให้ประชาสัมพันธ์แสดงต่อลูกค้าที่เคยมีส่วนร่วมกับแบรนด์แล้ว ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าที่ลงนามสมัครร่วมโปรแกรมสะสมคะแนน สมัครรับจดหมายข่าวสารหรือคำแนะนำพิเศษใช้กลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกันร่วมกับ Gmail เพื่อเข้าถึงคนที่ได้โอกาสเป็นลูกค้าใช้ข้อมูลประชาชน เพื่อช่วยสำหรับการเชื่อมโยงข้อมูลกับสามัญชนบางหมวด ยกตัวอย่างเช่น เพศ อายุ หรือรายได้ครอบครัว ค้นหาจากสถานะการณ์สำคัญ หรือเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย ดังเช่นว่า ย้ายบ้าน สมรส หรือรับปริญญา ฯลฯ

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ยุค 4.0 มีบทบาทอย่างไร

การตลาด จำเป็นจะต้องก้าวให้ทันยุคสมัย จึงควรจะต้องค่อยศึกษาว่าในปัจจุบันคนให้ความสนใจกับอะไร สื่อแบบไหนได้รับความนิยมสูงสุด มีลักษณะแบบไหน การตลาดยุคก่อนจะเน้นไปที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ในยุคถัดมาจะให้ความสำคัญกับลูกค้ามองว่าลูกค้าคือพระเจ้า ยุคก่อนหน้านี้ไม่นานเป็นยุคทางการปฏิวัติทางอินเทอร์เน็ต ซึ้งนักการตลาดเริ่มใช้เครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อเอาใจลูกค้า อาทิเช่น การแจ้งสิทธิพิเศษทางอีเมล ปัจจุบันเป็นการตลาดในยุคที่โลกออนไลน์เข้ามามีบทบาทในทุกช่วงเวลาของชีวิต ซึ่งการตลาดในยุคปัจจุบันนี้จะมีวิธีการเชื่อมต่อทั้งโลกออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งในยุคนี้เป็นยุคที่แค่ปรับตัวให้ทันคงไม่พอ แต่ต้องพัฒนาให้ไว การตลาดออนไลน์จึงเป็นวิธีการที่สำคัญในยุคนี้ ยุคที่ภาครัฐผลักดันประเทศให้เข้าสู่การเป็น Digital Thailand หรือที่เรารู้จักกันในชื่อที่ว่า Thailand 4.0 ในการทำธุรกิจแต่ละครั้งเราอาจต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆ ในยุคที่การตลาดออนไลน์เป็นที่นิยม เราจะมาทำความรู้จักกับลักษณะของผู้ที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ และงานของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ว่ามีลักษณะเป็นแบบใด

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์

ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ควรเป็นบุคคลที่มีความคิดเชิงวิเคราะห์ รอบคอบ สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันได้ ว่าการตลาดแบบใดเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายในยุคปัจจุบัน วางแผนการตลาดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ต้องเป็นบุคคลที่มีความชำนาญในการใช้ภาษา สามารถถ่ายทอดความคิดที่สามารถโน้มน้าวใจกลุ่มเป้าหมายและถ่ายทอดให้กับผู้ที่ต้องการคำแนะนำในเรื่องการตลาดออนไลน์ได้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะต้องมีความสามารถปรับเปลี่ยนและมีความยืดหยุ่นสูงในเรื่องบุคลิกและทัศนะคติ เนื่องจากโลกของการตลาดแบบออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อยมาก จึงทำให้ผู้ที่มีความยืดหยุ่นเท่านั้นที่จะสามารถอยู่ในวงการนี้ได้ และยังต้องตามทันข่าวสารทางด้านการตลาดอยู่เสมอ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ต้องมีความเข้าใจทางเทคนิคของเครื่องมือต่างๆที่สามารถนำไปใช้ทำการตลาดออนไลน์ รู้ว่าเครื่องมือใดเป็นที่นิยมของกลุ่มเป้าหมาย

 

ลักษณะงานของผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ คือต้องศึกษาถึงสภาพตลาดโดยรวม ศึกษาข้อมูลสินค้า ศึกษาข้อมูลของคู่แข่งเพื่อวิเคราะห์ความได้เปรียบเสียเปรียบในการทำการตลาด วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายว่ากลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับสินค้ามีพฤติกรรมการซื้อและบริโภคอย่างไร เลือกใช้สื่อออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เหมาะสมกับสินค้าที่ต้องการทำการตลาด ต่อมาวางแผน เขียนแผนการตลาด เพื่อโปรโมทสินค้า จุดประสงค์ก็เพื่อต้องการ “เพิ่มการรับรู้” ของกลุ่มเป้าหมายต่อสินค้า ให้คำแนะนำในการจัดทำข้อมูลเพื่อเผยแพร่ลงในเครื่องมือสื่อออนไลน์ เกี่ยวกับโครงสร้าง การออกแบบ และการทำงานที่เหมาะสม ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะติดตามสถานการณ์ด้านภาพลักษณ์ของสินค้า และประเมินผลของแผนการตลาด สุดท้ายผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์จะทำการสรุปผลการวางแผนทางการตลาดเพื่อวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ในการทำแผนการตลาดในครั้งต่อไป

จะเห็นได้ว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์นั้นเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการวางแผนการตลาดออนไลน์ และยังเป็นผู้ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับแผนทางการตลาดออนไลน์กับผู้ที่ต้องการทำการตลาดอีกด้วย

ลงทุนแค่ 0 บาทก็สามารถหาเงินได้จากการ โฆษณาให้ google

การทำธุรกิจผ่านเว็บไซต์ ไม่ได้มีแค่เพียงขายของผ่านเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว เพียงแค่มีคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต ก็สามารถหาเงินได้กับ Google AdSense บริการโฆษณา Google ได้เงินใหม่จากผู้นำด้าน Search Engine ระดับโลกที่เปิดโอกาสให้ Web Master ผู้มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างรายได้ผ่านการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก

โฆษณา google
ลงทุนแค่ 0 บาทก็สามารถหาเงินได้จากการ โฆษณาให้ google

แล้วGoogle AdSense คืออะไร?

ย้อนกลับไปหากคุณยังจำบริการรับทำโฆษณาให้ติดอันดับบนหน้าแรกของ Google อย่าง Google AdWords ได้ Google AdSense หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าทำโฆษณาGoogle ได้เงินนั้นก็เป็นเสมือนน้องชายที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นผู้ช่วยกระจายโฆษณาจากAdWords ออกไปในวงกว้างซึ่งในที่นี้หมายถึงตามเว็บไซต์บุคคลทั่วไปที่มีความพร้อมสำหรับการทำ AdSense โดยเจ้าของเว็บไซต์ต้องทำการสมัครสมาชิกพร้อมส่งเว็บของตนเองให้ Google ตรวจสอบคุณภาพและยืนยันสิทธิ์เมื่อได้รับการอนุมัติบัญชีแล้วหลังจากนั้น Google จะทำการส่งโค้ด (Code) โฆษณามาให้ไปจัดวางไว้ในเว็บไซต์ตัวเอง

ซึ่งโฆษณาที่เจ้าของเว็บไซต์จะได้รับมาโปรโมทนั้นขึ้นอยู่กับความสอดคล้องในเนื้อหาระหว่างเนื้อหาโฆษณากับเนื้อหาเดิมในเว็บไซต์เช่น หากเว็บไซต์เป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับความสวยความงาม โฆษณาที่ได้รับส่งมาจาก Google อาจเป็นโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอางเพื่อผิวหน้าหรือโฆษณาเพื่อผิวกาย โดยอาจเป็นได้ทั้งโฆษณาเชิงข้อความ และโฆษณาเชิงรูปภาพ

ส่วนผลตอบแทนหรือรายรับหรือค่าจ้างที่เจ้าของเว็บไซต์จะได้รับจากการเป็นสมาชิกร่วมกับGoogle AdSense นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ 1.เมื่อมีการคลิก ( Pay Per Click ) เมื่อมีผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้คลิกที่โฆษณาของGoogle เจ้าของเว็บไซต์จะได้รับผลตอบแทนทันทีโดยแต่ละโฆษณาที่ถูกคลิกจะได้รับผลตอบแทนไม่เท่ากัน มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่ลงโฆษณากับGoogle AdWords ว่าลงโฆษณาไว้ในราคาที่สูงหรือต่ำถ้าหากลงโฆษณาในราคาสูงไว้ ผลตอบแทนจากคลิกโฆษณานั้นก็สูงตามไปด้วย (cr.siamtipplus) 2. เมื่อแสดงโฆษณา ( Pay Per Impression) กรณีนี้ Google จะจ่ายให้เจ้าของเว็บไซต์เมื่อเกิดการแสดงโฆษณาครบ1,000 ครั้ง โดยที่จำนวนการคลิกที่โฆษณาจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

นโยบายการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับ Google AdSense

Google เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานดังนั้นการเป็นสมาชิกร่วมกับ Google AdSense เจ้าของเว็บไซต์ต้องยื่นหลักฐานระบุการมีอยู่ของตัวตนและเว็บไซต์ให้ทาง Google ตรวจสอบก่อนว่า เจ้าของเว็บไซต์และตัวเว็บไซต์มีคุณภาพพร้อมที่จะได้เป็นตัวแทนประกาศโฆษณาของ Google จริงโดยเว็บไซต์ที่ไม่จะได้รับการอนุมัติการเป็นสมาชิก และโดนแบนทันทีคือเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายข้อห้ามเบื้องต้นนี้

  • เนื้อหาต้องห้าม คือ เนื้อหาผิดศีลธรรม เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่เนื้อหาที่มีความรุนแรง หรือการสนับสนุนการเหยียดเชื้อชาติและการส่งเสริมการขายของผิดกฎหมาย
  • เนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์ คือ เนื้อหาที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์เว้นแต่จะได้รับสิทธิ์ทางกฎหมายที่จำเป็นในการแสดงเนื้อหานั้น
  • พฤติกรรมส่งเสริมให้เกิดการคลิก เช่น เสนอว่าจะให้สิ่งตอบแทนเมื่อผู้ใช้ชมโฆษณาหรือทำการค้นหาหรือการสัญญาว่าจะให้เงินแก่บุคคลที่สามสำหรับการกระทำดังกล่าว
  • เจ้าของเว็บไซต์จะต้องไม่วางโค้ด AdSense ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมเช่น ป๊อปอัป อีเมล หรือซอฟต์แวร์ รวมถึงตำแหน่งที่มีการโหลดหน้าเว็บที่มีโฆษณา Google ช่องค้นหาหรือผลการค้นหาในป๊อปอัปหรือป๊อปอันเดอร์
  • กระทำการดัดแปลงรหัส (Code) ที่ได้รับมาจาก Google ให้ต่างจากที่ AdSenseกำหนด
  • การโกงด้วยการคลิกที่โฆษณาตัวเองหลายๆ ครั้ง
  • มี Keyword ที่ซ้ำมากจนเกินไป

ผู้อ่านสามารถศึกษานโยบาย Goggle AdSenseเพิ่มเติมได้ที่ นโยบาย Google AdSense

การทำ Google AdSense อ่านดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ที่มีเว็บไซต์ก็สามารถทำได้ แต่ควรพึงระลึกไว้ว่าการจะได้รับอนุมัติบัญชีมานั้นยากเทียบเท่ากับการรักษาบัญชีไม่ให้โดนแบนดังนั้น เจ้าของเว็บไซต์ควรปฏิบัติตามนโยบายของ Google AdSense อย่างเคร่งครัด เพราะไม่มีใครอยากเสียช่องทางสร้างรายได้แบบง่ายๆ ไปแน่ๆ

 

ดึงดูดลูกค้า ด้วยการโฆษณาบนเว็บไซต์

อะไรคือ การโฆษณาบนเว็บไซต์ ?

การโฆษณาบนเว็บไซต์ คือ การโฆษณา ออนไลน์ รูปแบบหนึ่งที่ปรากฏในโลกออนไลน์ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสร้างความดึงดูดใจให้แก่สินค้า โดยเราสามารถ ลงโฆษณา เพื่อ โปรโมทเว็บ หรือ โฆษณาขายสินค้าฟรี ตรงตามความต้องการกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สินค้าของเรามีความน่าสนใจและสร้างตัวตนให้เป็นที่น่าจดจำของลูกค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายของเราให้มากขึ้น รวมทั้งทำให้สินค้าของเราเป็นรู้จักในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ข้อดีของการโฆษณาบนเว็บไซต์ ?

สินค้าเราจะเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ เราต้องพัฒนาสินค้า มองหากลยุทธ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาดูและเลือกซื้อสินค้า การทำโฆษณาบนเว็บไซต์ได้รับความสนใจจากเจ้าของ เพราะดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทำให้ลูกค้าเข้ามาดูสินค้าของเราได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ทุกที่ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยที่เราไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ ไม่ต้องมีพนักงาน และไม่ต้องเฝ้าหน้าร้าน ทำให้ประหยัดต้นทุนได้อย่างมาก

ทำไงถ้าต้องการโฆษณาบนเว็บไซต์ ?

การโฆษณาบนเว็บไซต์มีหลากหลาย ทั้งฟรีและเสียเงิน ที่ทำได้เอง ผ่านทาง Google หรือผ่านบริษัทเอเจนซี่โฆษณาที่มีให้เลือกใช้บริการมากมาย หลายรูปแบบและหลายราคาให้เลือกสรร ขึ้นอยู่กับความต้องการว่าจะเลือกใช้เครื่องมือแบบไหน เพื่อให้ตอบสนองกับความต้องการ

Google Adwords ผู้ประกอบธุรกิจสามารถเลือกลงโฆษณาได้

เมื่อสังเกตหน้าเว็บไซต์ของ Google โดยปกติจะพบว่ามีข้อมูลที่ได้จากการค้นหา แบ่งออกเป็นสองส่วน คือด้านซ้าย (ซึ่งจะมีข้อมูลอยู่ประมาณ 10 เนื้อหา) โดยส่วนนี้จะเป็นบริการจากทาง Google ที่ให้บริการฟรี แต่การติด 1 ใน 10 อันดับหน้าแรกนั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะการแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งในเรื่องของเนื้อหาและความดึงดูดใจ

ดังนั้นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ต้องการแข่งขันในพื้นที่ส่วนดังกล่าว ก็สามารถใช้บริการจาก Google Adwords ซึ่งจะอยู่ในส่วนที่สองหรือทางด้านขวาของเว็บไซต์ โดยข้อดีที่นอกจากจะไม่ต้องปั่นเว็บไซต์เพื่อแข่งขันแล้ว ยังสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำพร้อมทั้งกำหนดทำเลของผู้บริโภคได้ เช่น ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ หากจะกระจายข้อมูลไปยังคนที่อยู่ไกลออกไป คงมีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่คนเหล่านั้นจะนั่งรถมาเรียน

เช่นนี้แล้วผู้ประกอบธุรกิจสามารถเลือกลงโฆษณาให้คนที่อยู่เฉพาะโซนกรุงเทพหรือปริมณฑลเห็นเท่านั้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ โฆษณาจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดประกอบกับเสียเงินค่าคลิกให้เฉพาะคนที่มีโอกาสมาเป็นลูกค้าเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยประหยัดงบลงทุนได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีการเก็บสถิติเพื่อให้ทราบว่าการโฆษณาเหล่านั้นสามารถทำเงินกลับมาได้มากน้อยแค่ไหนอีกด้วย

แต่แล้ว Google Adwords ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างเล็กน้อย ในส่วนของการวางแผนโฆษณา เพราะขั้นตอนยังค่อนข้างยุ่งยากอยู่มาก โดยเฉพาะการคิดคำคีย์เวิร์ดสำหรับให้ลูกค้าค้นหา ซึ่งในส่วนนี้ผู้ประกอบธุรกิจอาจจำต้องใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เพื่อมาดูแลให้อีกทอดหนึ่ง

ซึ่งจากที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเป็นการบ่งชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างและความเหมาะสมของสื่อทั้งสองประเภท แต่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะนอกจากสื่อออนไลน์ทั้งสองเจ้าแล้ว ยังได้มีการโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มตัวอื่นๆ อาทิ OLX , บัมคิว (BumQ) หรือแม้กระทั่งเว็บลงประกาศฟรี อย่างพันทิปมาร์เก็ต เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ของผู้ประกอบธุรกิจว่าจะเลือกสื่อได้ตรงตามจุดประสงค์ที่คาดหวังไว้หรือไม่ ถึงอย่างไรก็ดี ควรคำนึงไว้อย่างหนึ่งว่า การหว่านโฆษณาให้ทั่วทุกสื่ออาจนับเป็นความได้เปรียบในแง่การสร้างความรับรู้ไปยังผู้บริโภค แต่ถึงอย่างนั้นก็ควรเน้นไปตามสื่อหลักที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจ เพราะจะได้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหาโฆษณามากเกินไป จนสร้างความรำคาญให้แก่ผู้บริโภค