OpenStack ในสายตาผู้เชี่ยวชาญ 6 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ?

หลังจากการเปิดตัวของ OpenStack ต้องบอกว่าได้รับกระแสการตอบรับที่ดีมาก แต่ว่าจำนวนคนที่นำไปใช้งานจริงๆ กลับน้อยกว่ามาก แล้วอะไรคือสาเหตุ ใช้งานยาก ? ยังไม่เหมาะ? หรือยังไม่สมบูรณ์? ถึงแม้ Rackspace และ NASA ร่วมกันพัฒนา OpenStack แล้วเปิดให้ใช้งานในฐานะ Open Source Cloud Platform เป็นที่เรียบร้อยแต่ทิศทางการเติบโตก็ยังไม่โตเท่าที่ควร หรือว่ากันง่ายๆคือยังไม่รู้ว่าอนาคตของ OpenStack จะไปจบที่ทิศทางไหนนั่นเอง

 

Brian Kirsch จาก  Milwaukee Area Technical College

ได้กล่าวไว้ว่า “Open source cloud creation platform อย่าง OpenStack มีขีดความสามารถทำอะไรได้มากและถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อ Cloud โดยเฉพาะบริษัท Hosting หรือจะคู่แข่งทางเทคโนโลยี หลายๆ บริษัทที่จะก้าวขึ้นเป็นที่ 1 ในด้านเทคโนโลยีล้วนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับ OpenStack ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง และตัว Platform ของ OpenStack เองถือว่ามีความโดดเด่นอยู่หลายด้านสำหรับ Open Source อย่างไรก็ตาม OpenStack ไม่ได้รับความสนใจในวงกว้างที่จริงแล้วมันเรียกได้เลยว่ามีคนนำไปใช้งานค่อนข้างน้อย เพราะจุดอ่อนข้อใหญ่ของ OpenStack คือยากต่อการติดตั้งและการใช้งาน ถ้าจะมีถามว่ายากในระดับไหน ก็คงตอบได้ว่าขึ้นอยู่กับพื้นฐานประสบการณ์และการฝึกฝนของผู้ใช้ ถึงแม้จะมี Online Guide ที่ค่อนข้างครอบคลุม แต่ก็ยังต้องการสารพัด Command Line ที่ถูกต้องอีกหลายขั้นตอน รวมทั้ง Input ต่างๆ สำหรับการติดตั้งและใช้งาน OpenStack และขั้นตอนซับซ้อนพวกนี้จะไม่ส่งผลอะไรกับฟีเจอร์ของ OpenStack แต่กระทบเข้าเต็มๆ กับอัตราการเลือกใช้งานในวงการ IT เราต้องการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่จากทรัพยากรจำนวนน้อย และการที่ต้องใช้คนกับเวลาจำนวนมากหมดไปกับการติดตั้ง OpenStack แลกกับการประหยัดงบประมาณของระบบปฏิบัติการสำหรับใช้งานบน Cloud ที่จริงแล้วมันเกิดความคุ้มค่าจริงเหรอ? ใครๆ ต่างก็อยากประหยัดค่า Lincense ด้วยการหันมาหา Open source กันทั้งนั้น แต่สุดท้ายแล้วมันจะเหมือนในของกรณี Linux สำหรับ Desktop ที่ทราบกันว่าผลสุดท้ายออกมาอย่างไร….

Brian Kirsch  ได้กล่าวไว้ว่า OpenStack นั้นยังไม่เหมาะสำหรับผู้ใช้งานทางด้าน ITเพราะมันควรจะจะง่ายต่อการใช้งาน ถ้า OpenStack  อยากจะเติบโตไปเป็นอนาคตของเทคโนโลยีจะต้องพัฒนาไม่ใช่การไปนั่งเขียนเอกสารอธิบายวิธีการใช้งานให้กับผู้ที่สนใจ

Cloud Computing เบื้องต้น

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยี Cloud Computing ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบธุรกิจที่ได้นำแพลตฟอร์มต่างๆ ของ Cloud Computing นำมาสร้างรายได้ให้กับบริษัทหรือหน่วยงานของตนเอง และวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก Cloud Computing ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จากศัพท์ที่พบได้ทั่วไปในวงการ Cloud

 

Hybrid Cloud คืออะไร?

Hybrid Cloud คือ ระบบ Infrastructure ใดๆ ก็ตามที่มีการรวมเอาการทำงานของ Private Cloud และ Public Cloud เข้าไว้ด้วยกัน โดย Cloud ทั้ง 2 โมเดลจะร่วมกันจัดการด้าน Provisioning, Resource, และ Service ต่างๆ ให้เหมาะสมกับผู้เช่าใช้ที่สุด โดย Hybrid Cloud มีความ Flexibility และ Portability สูง สามารถทำงานได้กับหลายระบบปฏิบัติการ ที่สำคัญคือ Solution นี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เนื่องจากมีการทำงานด้วยระบบ Encrypted Technology (เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูล)

Digital Transformation คืออะไร?

Digital Transformation คือ การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ทันสมัยกว่า ด้วยวิธีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในองค์กรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีขึ้น ซึ่งแนวทางการทำงานขององค์กรจะเปลี่ยนไปตามรูปแบบของ Cloud, Social Network, Mobile Platform และ Big Data ที่นำมาใช้งาน โดยมีลักษณะเป็น Data-Driven มากกว่าเดิม หรือมีแรงผลักดันมาจากข้อมูลนั่นเอง

Cloud-Native Applications คืออะไร?

Cloud-native applications คือ โครงสร้าง Application สมัยใหม่ ที่มีมาตรฐานร่วมกัน โดดเด่นด้านความรวดเร็วในการทำงาน สามารถทำงานได้ในทุก Infrastructure ไม่ยึดติดกับ Cloud แบบใดแบบหนึ่ง และมีประสิทธิภาพการ Scalable สูง คือ สามารถทำการ Scale up และ Scale down ได้อย่างรวดเร็ว

Infrastructure as a Service (IaaS) คืออะไร?

IaaS คือ บริการที่ให้เราเข้าถึงระบบ IT Infrastructure รวมไปถึงพวก Resources ต่างๆ เช่น Storage, Network, และ Compute ที่เราต้องการใช้เพื่อรัน Workload ได้แบบ On-demand สามารถเข้าถึงและเลือกใช้ได้ตามใจชอบ โดยจ่ายค่าบริการราคาไม่แพง อิงตามปริมาณการใช้งานจริงเท่านั้น

Platform as a Service (PaaS) คืออะไร?

PaaS คือ Cloud-Based Environment ที่เราสามารถเช่าใช้งานเพื่อพัฒนา ทดสอบ รัน จัดการหรือปรับแต่ง Application เป็นการบริการสภาพแวดล้อมสำหรับ Development โดยที่เราไม่ต้องวุ่นวายเสียเวลาและเสียเงินไปกับการซื้อ สร้าง ดูแล และจัดการ Infrastructure ซึ่งนอกจากจะประหยัดแล้ว ยังช่วยให้ทำงานได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น สามารถเปิดตัว Application ออกสู่ตลาดได้ทันใจ

นี่เป็นเพียงคำศัพท์พื้นฐานน่ารู้ในเบื้องต้นเท่านั้นสำหรับผู้ที่กำลังสนใจเรื่อง Cloud Computing อย่างไรก็ดีจะเห็นได้ว่าบริการ Cloud Computing นำเสนอทางเลือกช่วยประหยัดและช่วยให้ทำงานไวขึ้น สามารถเก็บเกี่ยวกำไรได้อย่างเต็มที่ แถมด้วยค่าเช่าบริการที่ไม่แพง ชวนให้ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องนำ Cloud Computing มาปรับใช้กันบ้างเสียแล้ว

 

Mirantis องค์กรคลาวด์ชั้นนำระดับโลก

ทุกวันนี้โลกของเราก้าวเข้าสู่ระบบดิจิตอล(Digital) เกือบจะเต็ม 100% ในทุกมุมโลก จากเมื่อก่อนที่เป็นระบบ อนาล็อก(Anlog) ทุกอย่างจะถูกทำไปอย่างช้าๆอย่างเป็นระบบ

ตัวอย่างเช่น การสื่อสารที่ต้องติดต่อกันครั้นในอดีตจะมีระยะเวลาที่นานมากจนทำให้บางครั้งบางเหตุการณ์ช้าเกินไปที่จะรับรู้ได้ทั้งหมด แต่ในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นระบบดิจิตอล (Digital) ที่ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว จากการสื่อสารที่ต้องใช้ระยะเวลาในการส่งนาน เดี๋ยวนี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น  นั่นแสดงถึงความเจริญก้าวหน้าทางเทคโยโลยีของโลกก็ว่าได้ Mirantis องค์กรคลาวด์ชั้นนำระดับโลก ได้ตระหนักถึงความสำคัญของยุคดิจิตอลในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจึงทำให้ Mirantis ก้าวเข้ามาเป็นองค์กรคลาวด์ชั้นนำระดับโลกในทุกวันนี้ได้

ในเวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จักระบบคลาวด์(Could Stytem) อย่างแน่นอน มันคือระบบคลังข้อมูลที่เป็น Database ขนาดมหึมา คอยเก็บข้อมูลข่าวสารต่างๆไว้อย่างเป็นระบบ พร้อมนำข้อมูลเหล่านั้นส่งต่อให้กับบุคคลที่เข้าถึงฐานระบบข้อมูลและสามารถดึงไปใช้ได้ทั่วทุกมุมโลกทุกที่ทุกเวลาเลยทีเดียว ซึ่งองค์กรที่ดำเนินการธุรกิจด้านนี้อย่างมีความสามารถและยิ่งไปกว่านั้นถือเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญระดับต้นของโลกอย่าง Mirantis องค์กรคลาวด์ชั้นนำระดับโลก เป็นที่น่าจับตามองของคนที่อยู่ในวงการคลาวด์ (Could Stytem) อย่างมาก Mirantis องค์กรขนาดใหญ่ด้านความเชี่ยวชาญพร้อมความสามารถด้านการบริการและความเชี่ยวชาญของระบบ Data Center ของธุรกิจคุณ

เปิดประสบการณ์ความรู้เกี่ยวกับคลาวด์ (Could Stytem) ไปกับ Mirantis องค์กรคลาวด์ชั้นนำระดับโลก พร้อมจับมือร่วมกับ Nipa Technology ได้แล้ววันนี้ สงใจลงทะเบียน คลิก https://training.nipa.cloud/th/home/

ย้อนกลับไปยุค 90s ด้วยแว่นวินเทจ

วัฎจักรของแฟชั่นหมุนเวียนเป็นวงกลม อะไรที่เคยนิยมตอนนี้ อีกหลายสิบปีจะกลับมานิยมใหม่ เช่นเดียวกับที่ปัจจุบันชั่นยุค 90s กำลังจะกลับมาฮิตอีกครั้ง การันตีได้จากการเห็น Celebrity หรือดาราหลายคนเริ่มหันมาสวมเครื่องแต่งกายและใส่เครื่องประดับย้อนยุคอย่าง Choker, รองเท้าแฟลตฟอร์ม, เสื้อครอป, กระโปรงยาว, Bucket Hat และ “แว่นวินเทจ” อยู่บ่อยๆ

แว่นวินเทจ

โดยเฉพาะ “แว่นวินเทจ” เป็นแฟชั่นแว่นตาที่ถูกแพร่ระบาดไปทั่วโลกไม่ว่าจะไทยหรือเทศอย่างรวดเร็วเสมือนเชื้อไวรัส ยิ่งในตอนนี้ที่เทรนด์ใส่แว่นตากำลังมาแบบสุดๆ ซึ่งแว่นวินเทจนี้แต่เดิมมีลักษณะพิเศษอยู่ตรงรูปทรงที่เป็นวงกลมบางๆ และเลนส์แว่นที่ออกเป็นสีใส แต่ในปัจจุบันถูกดัดแปลงให้มีความทันสมัยและเก๋ไก๋มากขึ้นด้วยการเพิ่มกรอบให้หนาขึ้น บางสไตล์มีมุมเหลี่ยมเล็กน้อย กับเพิ่มสีอ่อนๆ ลงในเลนส์ให้ดูสดใส เราสามารถแบ่งประเภทแว่นวินเทจยุค 90s ได้ออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ

  1. Tinted Lenses Sunglasses คือ แว่นวินเทจที่มีสีเลนส์อ่อนๆ เช่น สีเหลืองอ่อน สีชมพูอ่อน สีฟ้าอ่อน ฯลฯ กรอบอาจจะเป็นได้ทั้งวงกลม สี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม หรือรูปหัวใจที่กำลังฮิตอยู่ตอนนี้ เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ชอบแต่งตัวแนวคลาสสิกด้วยเสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ เพราะจะช่วยทำให้คนใส่ดูเป็นคนมีบุคคลิกที่มีเสน่ห์ และมีความเก๋อยู่ในตัว
  2. White Frames Sunglasses คือ แว่นคู่ใจของบรรดาคนที่ชอบแต่งตัวแนว Street และ Sport เพราะมันเป็นแว่นวินเทจที่ถูกดัดแปลงให้มีกรอบสีขาวหนาๆ เพื่อตัดกับเลนส์สีเข้มๆ เช่น เลนส์สีดำ เลนส์สีม่วงเข้ม ฯลฯ ปรับลุคให้ดูทะมัดทะแมง ซึ่งถือได้ว่าตัวแทนของแว่นวินเทจยุค 90s ได้ดี
  3. Round Dark Sunglasses คือ แว่นวินเทจที่คงรูปทรงกลมเอาไว้
  4. Cat Eye Sunglasses ติดลิสต์แว่นกันแดดสุดเฉี่ยวตลอดกาลเลยสำหรับดีไซน์ Cat eye แว่นกันแดดทรงเก๋ ถึงจะไม่ใช่สาวที่อินแฟชั่นยุค 90s ก็ใส่แล้วเลิศอยู่ดี แต่จะดียิ่งกว่าถ้า whole book ของคุณเป็น 90s style ด้วย โดยเฉพาะกับลิปสติกสีแดงก่ำๆ

ขอบคุณรูปภาพ จาก Giftgreats : แว่นตา

ทำความรู้จักการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นกัน

การแข่งขันมวยสากล

กีฬามวยเป็นกีฬาที่เป็นที่รู้จักมานานในประเทศไทยเริ่มครั้งแรกตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนการแข่งขันมวยนั้นมีหลายชนิดทั้งมวยไทย และมวยสากล กติกาในแต่ชนิดก็มีข้อมูลที่แตกต่างกันไป ในบทความนี้จะพูดถึงรายละเอียดกติกาของมวยสากลสมัครเล่น รุ่นในการชกในการแข่งขันมวย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือรุ่นไลต์ฟลายเวต น้ำหนัก 47 กิโลกรัม รุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวต น้ำหนัก 91 กิโลกรัมขึ้นไป แต่ถ้าในเอเชียจะมีทั้งหมด 3 ประเภท คือเพิ่มรุ่นพินเวต น้ำหนัก 45 กิโลกรัม โดยทั้งหมดนี้ผู้เข้าแข่งขันมวยจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 17 ปี แลอายุต้องไม่เกิน 32 ปี การชั่งน้ำหนักเพื่อวัดรุ่นในการแข่งขันมวยนั้นจะต้องชั่งภายในเวลา 9.00 – 12.00 น. ถ้าน้ำหนักเกินมีสิทธิ์ไปวิ่งลดน้ำหนักแล้วกลับมาชั่งได้อีกภายในเวลาที่กำหนด การแข่งขันมวยสมัครเล่นนี้จะเริ่มหลังจาก 3 ชั่วโมงหลงจากกำหนดเวลาชั่งน้ำหนัก การแข่งขันอาจแบ่งเป็น 3 ยกหรือ 5 ยก ยกหนึ่งใช้เวลา 3 นาที และพักยกใช้เวลา 1 นาที

ในการแข่งขันมวยสมัครเล่นมีกรรมการ 5 คน โดยกรรมาการจะมีหน้าที่ตัดสินเกมการแข่งขันว่าชนะมี 2 แบบ คือ ชนะโดยน็อกเอาต์ และชนะเทคนิเกิลน็อกเอาต์ ซึ่งการแข่งขันมวยชนะแบบน็อกเอาต์คือ เมื่อทำให้คู่ต่อสู้ล้มลงกับพื้นเวที   หรือยืนพับหมดสติอยู่กับเชือก ไม่สามารถที่จะชกหรือป้องกันตัวต่อไปได้อีกภายใน 10 วินาที คือกรรมการได้นับ 1   ถึง 10 แล้ว   กรณีที่นักมวยผู้ล้มสามารถลุกขึ้นได้ก่อนที่กรรมการจะนับ 10 และพร้อมที่จะชกต่อไปได้ กรรมการจะนับต่อไปจนถึง 8 เสียก่อนจึงให้ชกต่อ และการแข่งขันมวยที่ชนะแบบเทคนิเกิลน็อกเอาต์ คือ ทำให้คู่ต่อสู้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างมาก และกรรมการผู้ชี้ขาดเห็นว่าไม่มีทางจะเอาชนะได้   หรือนักมวยคนใดไม่สามารถจะชกต่อไปได้อีกภายหลังที่ได้หยุดพักระหว่างยกแล้ว หรือถ้านักมวยได้รับบาดเจ็บมีแผลฉกรรจ์   ผู้ชี้ขาดเห็นว่าถ้าชกต่อไปจะเป็นอันตรายร้ายแรง

การให้คะแนน ในแต่ละยกจะมีคะแนนทั้งหมด 10 คะแนน เมื่อหมดยกกรรมการจะให้คะแนนแก่นักมวยที่ชกดีกว่า 10 คะแนน และให้คะแนนผู้เสียเปรียบลดน้อยไปตามลำดับความเสียเปรียบ ถ้าชกได้สูสีกันให้คนละ 10 คะแนน นักมวยคนใดที่ทำฟาวล์ กรรมการจะหักคะแนนผู้นั้น 1 คะแนน   ผู้ชนะที่ชกได้จะแจ้งทั้งยก และชกคู่ต่อสู้ล้ม 1 ครั้ง ถึงนับหรือชกข้างเดียว ได้รับ 10 คะแนน ผู้แพ้ได้ 8 คะแนน ผู้ชนะที่ชกข้างเดียวทั้งยกและยังชกคู่ต่อสู้ล้มถึงนับมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไป จะได้รับ 10 คะแนน ผู้แพ้ได้ 7 คะแนน

ก่อนเริ่มการแข่งขันชกมวย นักมวยจะต้องจับมือกันเพื่อแสดงว่าเขาทั้งสองจะชกกันอย่างนักกีฬา และห้ามจับมือกันในระหว่างชกและนี่ก็เป็นข้อมูลดีๆเกี่ยวกับการแข่งขันชกมวยที่ทางเรานำมาฝากกัน

4 ข้อที่ต้องพิจารณาในการเลือกแว่นตาให้เหมาะ

สาเหตุที่ควรเราสวมแว่นตา มีอยู่ 2 สาเหตุหลักๆ คือสวมเพื่อถนอมสายตาจากแสงแดด แสงจากจอคอมพิวเตอร์ แสงจากคอมพิวเตอร์ ที่ล้วนแล้วแต่ทำลายสายตา รวมทั้งสวมแว่นตาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น อย่างแว่นสายตาสั้น แว่นสายตายาว แต่แว่นตาก็มีหลายรูปแบบ หลายทรงที่ทำออกมาให้ดูทันสมัย หรือดูวินเทจ เพื่อให้เราได้เลือกสวมใส่ แล้วแว่นตาแบบไหนที่จะเหมาะสมกับใบหน้าของเรา หากตอนนี้ผู้อ่านคนไหนกำลังคิดจะหาซื้อแว่นตามาใส่ วันนี้เรา 4 ข้อมาให้พิจารณากันดู

การเลือกแว่นตา
  1. เส้นขอบคิ้ว : อวัยวะบริเวณรอบดวงตาเป็นตัววัดที่สำคัญต่อการการเลือกแว่นตา สำหรับผู้ที่มีคิ้วตรง แว่นที่เลือกใส่ควรมีความขนานกับคิ้ว ในขณะที่คนคิ้วหนาควรใส่แว่นที่มีขอบบางเพื่อทำให้ช่องว่างระหว่างคิ้วกับแว่นมีความสมมาตร แต่ต้องระวังไม่ให้กรอบแว่นต่ำกว่าคิ้วจนเกินไป
  2. รูปจมูก : สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยมีดั้ง ไม่ควรเลือกแว่นที่ตัวแป้นติดกับแว่นตา ควรเลือกแว่นที่มีแป้นเหล็กยื่นออกมา เพราะจะทำให้ใบหน้าดูมีสันมากขึ้น ส่วนคนที่มีดั้งอยู่แล้วสามารถเลือกใช้ได้ทุกแบบ ในขณะที่คนจมูกใหญ่ ควรใช้กรอบที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้สมดุลกับจมูก หลีกเลี่ยงกรอบเล็กที่จะทำให้จมูกของคุณดูเด่นออกมา ส่วนคนจมูกยาว ให้เลือกกรอบที่ก้านแว่นสูงและมีสะพานแว่น 2 ชั้น เพื่อดึงความสนใจไปอยู่ที่บริเวณขมับ ท้ายสุดคนจมูกเล็ก สะพานแว่นสูงและสีอ่อนจะทำให้จมูกดูยาวขึ้น
  3. สีของกรอบแว่น : การเลือกแว่นตาที่เป็นกรอบแว่นโทนเย็น อาทิ สีงิน สีฟ้า สีเทา และสีสดใสที่แฝงด้วยสีฟ้า จะช่วยดึงดูดความสนใจได้มากกว่าสีจัดๆ อย่างสีแดง แต่หากใครต้องการให้ใบหน้าดูเด็กลงหรือเป็นผู้ใหญ่ขึ้น การเลือกสีดำสามารถ Keep look ได้
  4. โครงหน้า : เป็นส่วนสำคัญที่ควรพิจารณามากที่สุดในการเลือกแว่นตา ซึ่งโครงหน้าของมนุษย์เราสามารถจำแนกออกได้เป็น 6 รูปแบบใหญ่ๆ คือ โครงหน้ารูปหัวใจ โครงหน้ารูปเพชร โครงหน้ารูปไข่ โครงหน้าสี่เหลี่ยม โครงหน้ากลม โครงหน้ายาว

4.1 โครงหน้ารูปหัวใจ (Heart shaped face) กลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีหน้าผากกว้าง ปลายคางรูปสามเหลี่ยม การเลือกแว่นตาที่เหมาะ คือ แว่นที่ต้องช่วยบดบังความกว้างของหน้าผากได้ เช่น แว่นที่กรอบด้านล่างกว้างกว่าด้านบน อย่างแว่นทรง Cat Eye,  Aviator, Rimless และ Wayfarer

4.2 โครงหน้ารูปเพชร (Diamond shaped face) โครงหน้าที่โหนกแก้มจะชัดกว่ารูปหน้าอื่น และมีช่วงหน้าผากที่กว้างและปลายคางแหลมมน ผู้ที่มีใบหน้าอยู่ในกลุ่มนี้เหมาะกับแว่น Aviator หรือ Round เพราะช่วยรับโหนกแก้มได้ หลีกเลี่ยงแว่นที่ทำให้ช่วงคางแคบลง

4.3 โครงหน้ารูปไข่ (Oval shaped face) แม้ใบหน้านี้จะสามารถใส่แว่นทรงอะไรก็ได้ แต่เรามีข้อแนะนำให้ว่าการเลือกแว่นตา ควรเลือกกรอบแว่นที่จะช่วยส่งเสริมใบหน้าคุณให้โดดเด่นด้วยสัดส่วนระหว่างแว่นตากับใบหน้าที่ลงตัว เช่น คนที่มีขนาดใบหน้าเล็ก ไม่ควรเลือกทรง Oversize คนจมูกโตควรเลือกกรอบแว่นที่มีแกนแว่นที่หนากว่าปกติหรือมี 2 เส้น

4.4 โครงหน้าสี่เหลี่ยม (Square shaped face) คือผู้ที่มีสันกรามเด่น อย่างแรกที่ต้องทำคือหลีกเลี่ยงแว่นทรงสี่เหลี่ยม หากคนรอบข้าง หรือ พนักขายที่ไหนสนับสนุนให้ใส่หรือซื้อก็รีบปฎิเสธไป หันมาสนใจแว่นทรง Aviator หรือแว่นที่มี Curve ที่จะช่วยให้ใบหน้าคุณกลมมนมากขึ้น

4.5 โครงหน้ากลม (Round shaped face) แม้เทรนด์ช่วงนี้ผู้หญิงหลายคนจะหันมาฮิตใส่แว่นทรงกลมให้ดูฮิปสเตอร์ (Hipster) หรือ แว่นวินเทจกัน แต่ผู้หญิงหน้าทรงกลมต้องระวัง การเลือกแว่นตาของสาวกลุ่มนี้ควรเน้นไปที่แว่นที่มีมุมอย่างแว่นทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือปลายเฉียง ดีกว่า

4.6 โครงหน้ายาว (Long shape face) อาจคล้ายใบหน้ารูปไข่ แต่มีส่วนบริเวณหน้าผากหรือปลายคางที่ยาวกว่าทำให้รูปหน้าของคุณดูยาว ดังนั้นเพื่อลดความยาวเหล่านั้น แว่นที่ควรเลือกมาใส่ คือ แว่นที่มีส่วนกว้างออกไปทางขมับ อย่างแว่นทรงเรขาคณิต ทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือ แว่นทรง Oversized, Butterfly, Round

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.facebook.com/giftgreats/

เตรียมตัวให้พร้อม! ฟุตบอลฤดูกาล 2017-2018 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ฟุตบอลฤดูกาล 2017-2018

ฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมชนิดหนึ่งที่หลายๆคนให้ความสนใจ หลังจากที่โปรแกรมแข่งขันฟุตบอลหลายๆโปรแกรม อาทิเช่น พรีเมียร์ลีก บุนเดสลีกา และลาลีกา ในฤดูกาล 2016-2017 ได้จบไปแล้วนั้น หลายๆท่านคงอยากทราบแล้วว่า โปรแกรมการแข่งขันในแต่ละลีกจะเริ่มต้นแข่งขันในฤดูกาล 2017-2018 เมื่อไหร่ วันนี้เรามีข้อมูลโปรแกรมแข่งขันฟุตบอลของแต่ละลีกมาฝากกัน

หลังจากจบฤดูกาลแข่งขันประชันแข้งอย่างพรีเมียร์ลีก ประเทศอังกฤษโปรแกรมแข่งขันฤดูกาล 2016-2017  ไปในวันที่ 21 พฤษภาคม 2017 ที่ผ่านมา เหล่าสาวกแฟนบอลอังกฤษคงกำลังตั้งตารอโปรแกรมแข่งขันฟุตบอลอังกฤษอย่างพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลต่อไปว่าจะเริ่มแข่งขันเมื่อใด ซึ่งโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2017-2018 จะแข่งขันนัดเปิดฤดูกาล ในวันที่ 11 สิงหาคม 2017 โดยคู่แรกที่จะทำการแข่งขันคือ อาร์เซนอล กับ เลสเตอร์ ซิตี้ จะทำการแข่งขันในเวลา 01.45 น. ตามเวลาไทย

ส่วนแฟนบอลเยอรมันอย่างโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลบุนเดสลีกา ก็รออีกไม่นานหลังจากที่โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลเยอรมันฤดูกาล 2016-2017 ที่จบไปแล้วในวันที่ 20 พฤษภาคม 2017 จะมีการแข่งขันนัดเปิดโปรแกรมแข่งขันฤดูกาล 2017-2018 ในวันที่ 18 สิงหาคม 2017 ซึ่งคู่แรกที่จะทำการแข่งขันคือ บาร์เยิร์น มิวนิค พบกับ เลเวอร์คูเซ่น แข่งขันกันเวลา 01.30 น. ตามเวลาไทย

โปรแกรมแข่งขันฟุตบอลลาลีกา สเปนในฤดูกาล 2016-2017 ที่จบไปแล้วนั้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2017 แฟนๆลาลีกาจะรออีกไม่นานเนื่องจากโปรแกรมแข่งขันฟุตบอลลาลีกา ฤดูกาล 2017-2018 กำลังจะมีการแข่งขันนัดแรกที่เรียกว่าต่อคิวบุนเดสลีกามาติดๆ ซึ่งโปรแกรมแข่งขัน ฤดูกาล 2017-2018 จะเริ่มแข่งขันเปิดฤดูกาลในวันที่ 20 สิงหาคม 2017 ซึ่งบิลเบา และ เกตาเฟ่ จะแข่งขันเป็นคู่แรกในฤดูกาล เวลา 22.00 น. ตามเวลาไทย

โปรแกรมแข่งขันฟุตบอลแต่ละลีกกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่นาน ความมันส์กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แล้วมาลุ้นกันว่าใครจะได้ครองแชมป์ในแต่ละโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลฤดูกาล 2017-2018

อีเว้นท์จัดเองได้ แต่ทำไมเลือกบริษัท’รับจัดงานอีเว้นท์’ถึงดีกว่า?

อีเว้นท์ครั้งหน้าจะให้บริษัทรับจัดงานอีเว้นท์ทำหรือทำเองดีนะ? เราก็ทำเองได้หมด ทำไมต้องให้คนอื่นมารับจัดงานอีเว้นท์แทนด้วย? ถ้ายังลังเลสงสัย วันนี้ 365CREATION มีเหตุผลมาช่วยตัดสินใจว่าทำไมให้บริษัทรับจัดงานอีเว้นท์ดูแลเราถึงดีกว่าเราดูแลอีเว้นท์เอง

ประหยัดงบกว่าเห็น ๆ – เคยคิดว่าจัดอีเว้นท์เองจะถูกกว่าสินะ? แต่จริง ๆ แล้วการใช้บริการรับจัดงานอีเว้นท์สามารถประหยัดงบให้เราได้มากกว่า เพราะดีลหรือราคาที่บริษัทรับจัดงานอีเว้นท์ได้นั้นเป็นราคาที่ต่ำกว่าเราเข้าไปติดต่อเองโดยตรง

ประสบการณ์ที่แตกต่าง – บริษัทรับจัดงานอีเว้นท์ย่อมเชียวชาญในการรับมือข้อผิดพลาดได้ดีกว่าเรา รวมถึงประสบการณ์การจัดอีเว้นท์มานับครั้งไม่ถ้วนจะทำให้จัดการทุกอย่างแบบมืออาชีพได้มากขึ้น

ประหยัดเวลาให้ชีวิต – หากไม่เคยจัดอีเว้นท์เองมาก่อน คงต้องหัวหมุนในการทำทุกอย่างที่ไม่คุ้นเคย และรับมือกับรายละเอียดมากมายที่ไม่สามารถจัดการได้ในเวลาที่จำกัด บริษัทรับจัดงานอีเว้นท์จะดูแลทุกรายละเอียดให้เราอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลาในชีวิตให้เราได้อีกเยอะเลยล่ะ

บริษัทรับจัดงานอีเว้นท์จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการจัดงานอีเว้นท์อย่างมีประสิทธิภาพ สบายกระเป๋า ประหยัดเวลา คิดจะจัดอีเว้นท์ครั้งหน้าก็อย่าลืมตามหาบริษัทรับจัดงานอีเว้นท์ที่มีคุณภาพมาดูแลอีเว้นท์ดี ๆ ของเราล่ะ